ครั้งหนึ่งในชีวิต… เราคือผู้พิชิตภูเขาไฟฟูจิ

ความเดิมตอนที่แล้ว ปีนภูเขาไฟฟูจิ…ชีวิตหนึ่งควรต้องลอง!! (ตอนที่ 1) หลังจากตัดสินใจจะปีน ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji)  เราก็เดินทางจาก Station 5 จนมาถึง Station 8 หลักจากเหน็ดเหนื่อยกับการปีนภูเขาไฟฟูจิมาถึง 3 สถานี ก็ใกล้จะถึงที่พักของเราแล้ว

เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิ ถึงแล้ว Station 8
ถึงแล้ว Station 8 ภูเขาไฟฟูจิ

แต่พอเพื่อนเดินออกมาบอกว่าที่พักเรายังต้องเดินขึ้นไปต่ออีกน่าจะประมาณอีก 2 ชั้นได้ จากที่เหนื่อยอยู่แล้วนี่แทบจะเป็นลม ฮ่าๆๆๆ

พอมองขึ้นไปเอิ่มมม ฉันต้องปีนขึ้นไปอีกหรอเนี่ย แต่ก็ต้องปีนสินะ ^_^ เอาไหนๆ ก็ไหนๆ ปีนขึ้นไปอีกนิด! สู้ๆ! (แต่ความจริง ไม่นิดเลย TT)

เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิ ถึงแล้ว Station 8
ปีนภูเขาไฟฟูจิ ถึง Station 8 แล้ว แต่เรายังต้องปีนกันต่อ

เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิ ถึงแล้ว Station 8และแล้วเราก็มาถึงที่พัก โรงแรม Gunso – Muro โรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิ ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงนิดๆ ใช้เวลาปีนขึ้นราวๆ 7 ชั่วโมงได้ ส่วนที่พักของเราจะมีป้ายรูปภูเขาไฟฟูจิตั้งเด่นเป็นสง่า บอกระดับความสูง 3,250 m. ถึงที่พักแล้วจะรออะไรก็รีบเข้าไปเช็กอินสิคะ ^_^

เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ ที่ตั้งโรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิ ระดับความสูง 3,250 m.
ระดับความสูง 3,250 เมตร โรงแรมเราอยู่ชั้นนี้ค่ะ เป็นโรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิ แลเห็นทิวเมฆของจริงของแท้เลย
หน้าตาของโรงแรม Gunso - Muro ค่ะ
หน้าตาของโรงแรม Gunso – Muro ค่ะ

ด้านในที่พัก เข้าไปโซนแรกจะเป็นโซนห้องอาหาร หน้าที่พักจะมีร้านขายเครื่องขนมและเครื่องดื่ม เราจะมากินข้าวเย็นกันโซนนี้ค่ะ ส่วนโซนห้องนอนจะต้องขึ้นไปชั้นสอง จะเป็นห้องกว้างๆ แบ่งออกเป็นสองชั้นย่อย คือชั้นล่างและชั้นบน จะมีถุงนอนเรียงติดๆ กันเราได้นอนชั้นล่างจะแคบๆ หน่อยต้องก้มๆ เข้าไปนอน พื้นที่วางสัมภาระก็วางตรงหัวนอนนั้นแหละค่ะ

เที่ยวญี่ปุ่น ที่นอนในโรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิ นอนปะปนกัน แบ่งที่นอนเป็นสองชั้นบนล่าง
ที่นอนในโรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิ นอนปะปนกันประมาณนี้ค่ะ
เที่ยวญี่ปุ่น อาหารมื้อเย็นที่ โรงแรม Gunso - Muro บนภูเขาไฟฟูจิ ที่ความสูง 3,250 เมตร
อาหารมื้อเย็นของเรา ที่ โรงแรม Gunso – Muro บนภูเขาไฟฟูจิ ที่ความสูง 3,250 เมตร

พอหกโมงครึ่งพนักงานโรงแรมจะมาเรียกให้เราลงไปกินข้าว ซึ่งอาหารมื้อค้ำของเราก็คือ “ข้าวแกงกะหรี่” และ “ไก่ป๊อป 2 ชิ้น” เราซึ่งเป็นคนไม่ชอบกินแกงกะหรี่อยู่แล้ว เลยได้รับประทานแค่ข้าวกับไก่ป๊อปสองชิ้นเล็กๆ (T_T)

กินข้าวเสร็จก็เริ่มเข้านอนเพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีหนึ่งครึ่งเพื่อเราจะได้ขึ้นภูเขาไฟฟูจิกันต่อ กำหนดการคือจะเริ่มเดินทางขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟตอนตีสอง สาเหตุที่ต้องขึ้นไปตั้งแต่ตีสอง ก็เพราะส่วนมากนักปีนเขาอยากไปไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้ากันค่ะ!

ที่โรงแรม Gunso - Muro บนภูเขาไฟฟูจิ มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพียบเลย
เพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพียบเลย

แต่นอนยังไงก็นอนไม่หลับค่ะ อาจเป็นเพราะที่นอนมันแคบๆ และต้องนอนติดกับคนข้างๆ ทำให้เรานอนไม่หลับ พลิกตัวกลับไปกลับมาหลายรอบมาก สักพักเพื่อนเราก็ลุกขึ้นมาบอกเราว่ารู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ ปวดเบ้าตา คืนนั้นเราเลยไม่นอนกัน ตัดสินใจเก็บข้าวของมานั่งข้างนอกแทน

พอเพื่อนได้กินยาแก้ปวด และพ่นออกซิเจน ดื่มเกลือแร่ สักพักอาการก็ดีขึ้น จนกระทั้งตีหนึ่งกว่าๆ ทุกคนก็เริ่มลุกลงมาเพื่อเตรียมตัวออกสตาร์ทกัน

เวลาตีหนึ่งครึ่ง ทุกคนลงมาทานอาหารเช้า และเตรียมตัวกันแล้วค่ะ
เวลาตีหนึ่งครึ่ง ทุกคนลงมาทานอาหารเช้า และเตรียมตัวกันแล้วค่ะ

พอเพื่อนรู้สึกดีขึ้น เราก็เริ่มสตาร์ทกันประมาณตีหนึ่งสี่สิบได้ค่ะ ระหว่างทางเราต้องมีไฟฉายนะคะ ไว้ส่องทางระหว่างเดิน เพราะจะมืดมากค่ะ ทุกคนเริ่มสตาร์ทพร้อมๆ กัน เราเดินขึ้นเรื่อยๆแบบช้าๆ เพราะปีนขึ้นได้ทีละนิดๆ แล้วก็หยุดรอให้คนข้างบนปีนขึ้นไปก่อน แต่ก็เป็นข้อดีเพราะทำให้เราไม่เหนื่อยง่ายค่ะ

เมื่อเรามองลงไปด้านล่างจะเห็นแสงไฟเป็นสายเลยค่ะ คือแสงไฟจากไฟฉายของนักปีนเขาที่ทยอยกันเดินขึ้นมาเรื่อยๆ และเมื่อเรามองขึ้นไปด้านบนก็จะเป็นแสงไฟของนักปีนเขาที่ขึ้นไปก่อนหน้าเราเป็นสายยาวสุดสายตาจนไปถึงยอดเขา

ขาขึ้นจาก Station 8 ไปยัง Station 9
ตะลุยพิชิตภูเขาไฟฟูจิกันตั้งแต่เช้ามืด ขาขึ้นจาก Station 8 ไปยัง Station 9

เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ ขาขึ้นจาก Station 8 ไปยัง Station 9

มาถึงจุดนี้ เลยรู้ว่าไฟฉายสำคัญแค่ไหน...
มาถึงจุดนี้ เลยรู้ว่าไฟฉายสำคัญแค่ไหน…

เราปีนขึ้นเรื่อยๆ แบบช้าๆ จนถึง station ที่ 8.5 อยู่ระหว่างทางจาก Station 8 ไปยัง Station 9 เลยขอพักที่ station นี้สักพัก นั่งพักยังไม่ถึงนาที..ฝนก็เริ่มตกลงมาปรอยๆ เราก็เริ่มเอาเสื้อกันฝนออกมาใส่ ซึ่งเสื้อกันฝนที่เราเตรียมมาเป็นเสื้อกันฝนแบบบางๆ ซื้อที่ร้านสะดวกซื้อที่ไทยค่ะ ^_^”

ใส่เสื้อกันฝนเรียบร้อยแล้วก็เริ่มเดินต่อ ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ สักพักเรารู้สึกว่าเริ่มเปียกๆ ด้านข้างตัว สรุปคือเสื้อกันฝนเราขาดค่ะ ลมแรงมากจนเสื้อกันฝนบางๆ ที่เราเตรียมมาเอาไม่อยู่แล้วสินะ T_T คือสภาพตอนนั้นเปียกปอนมาก ไอ้ตัวเราเปียกไม่เป็นไหร่ แต่กลัวกล้องกับมือถือเปียก เราเลยต้องพยายามดึงเสื้อกันฝนมาปิดกระเป๋ากล้องไว้ก่อนค่ะ สรุปว่าตัวเราเลยเปียกทั้งตัว

ในขณะเดียวกันนั้น เพื่อนที่มาซื้อเสื้อกันฝนที่ญี่ปุ่น กลับได้ของทนทานกว่า ไม่ค่อยเปียกเหมือนเรา ข้อนี้ต้องจดไว้ให้ดีเลยนะคะ เลือกคุณภาพเสื้อกันฝนที่ใช้ด้วย เพราะฝนตกบนเขา ลมแรงมากจริงๆ ค่ะ T_T

ปีนฟูจิ5ยิ่งปีนสูงไปเรื่อยๆ ลมก็เริ่มพัดแรงเรื่อยๆ ฝนก็เริ่มตกไม่เป็นทิศไม่เป็นทาง ตอนนี้รับรู้ได้ถึงความชื้นเข้าไปในตัวทั้งหนาวทั้งชื้น ถุงมือก็เริ่มอุ้มน้ำ

ถุงมือที่เราใส่เป็นถุงมือผ้าอะค่ะ กันหนาวได้แต่ไม่กันฝน ^_^ เราจึงต้องเตือนตั้งแต่ตอนต้นๆ เรื่องการเตรียมอุปกรณ์ (จาก ตอนที่แล้ว) ว่าถุงมือควรเตรียมแบบกันฝนและกันหนาวได้ด้วย เสื้อกันฝนก็ต้องเตรียมแบบหนาๆ ที่กันได้ทั้งฝนและลม ที่สำคัญ ควรมีฮูดสำหรับคลุมหัวด้วยจะดีมาก เพราะอากาศบนยอดภูเขาไฟฟูจิแปรปรวนมากค่ะ เราไม่รู้ว่าวันที่เราขึ้นอากาศจะเป็นยังไง

เมื่อถึง Station 9 ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เรานั่งพักที่แคร่ของจุดแวะพักทั้งที่ตัวยังเปียกๆ พอแค่หายเหนื่อย เมื่อมองไปด้านล่างเห็นแสงไฟฉายของเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดินเป็นทิวแถว และเมื่อมองไปยังด้านบน ก็เป็นแถวยาวขึ้นไปจนสุดลูกหูลูกตา เมื่อพักพอหายเหนื่อย ก็ได้เวลาเดินตามกลุ่มขึ้นไป

เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ เสาโทริอิที่บอกว่ามาถึง Station 10 แล้ว
ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ถึงแล้ว Station 10

กว่าจะขึ้นมาถึง Station 10 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิ เราใช้เวลาไปทั้งหมด 4 ชั่วโมงได้ค่ะ หากเป็นสถานการณ์ปกติที่อากาศแจ่มใสคาดว่าเราจะใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงนิดๆ ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหนือเมฆพอดี TT

แต่ขณะนี้ถึงแม้ว่าฟ้าเริ่มสว่างแล้วในเวลาหกโมง แต่เราก็ยังไม่เห็นวี่แววของพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งเลย เมื่อขึ้นไปถึงจุดหมาย ที่ด้านบน เราสังเกตเห็นสัญลักษณ์เทาโทริอิตั้งเด่นเป็นสง่า เย้! เรามาถึงแล้ว!

แต่ดีใจได้ไม่สุดเท่าไร เพราะว่า ทั้งฝนทั้งหมอก พัดกระจายมาแบบไม่เป็นทิศเป็นทาง เราถ่ายรูปน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นภาพจากกล้องมือถือ (ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานมือถือก็เดี้ยง)

เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ บรรยากาศบน Station 10 จุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิค่ะ
บรรยากาศบน Station 10 จุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิค่ะ

เรากับเพื่อนเริ่มไม่ไหวแล้วค่ะ คือเสื้อกันฝนเราต้านลมไม่อยู่ เราเริ่มมองหาที่หลบฝน ซึ่งมองไปรอบๆ ตามหลังคาที่ยื่นออกมาจากร้านค้าต่างๆ ก็แทบจะไม่มีที่ให้เรายืนเลยเพราะต่างคนก็ต่างหลบฝน

ส่วนร้านค้าต่างๆ คนเต็มร้านไปหมด เรากับเพื่อนเดินหาที่หลบฝนไปเรื่อยๆ และได้เหลือบไปมองเห็นห้องเล็กๆ มีคนยืนอยู่ข้างในประมาณ 2-3 คน เรารีบเดินดิ่งไปเพื่อจะไปขอหลบฝน พอเดินไปใกล้ๆ เท่านั้นแหละ อ๋อ มันคือห้องน้ำนั่นเอง ^_^” (แป่ว)

ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำรวมนะคะ เหมือนกับบรรดาห้องน้ำตามแต่ละ station ที่ผ่านมา ที่ส่วนมากจะเป็นห้องน้ำรวมเช่นเดียวกันค่ะ พอเราเข้าไปในห้องน้ำจะเห็นโถฉี่ของผู้ชายก่อน แล้วถัดไปจึงจะเป็นห้องส้วม แบ่งเป็นห้องๆ

เรากับเพื่อนไม่มีทางเลือกแล้วค่ะ ตัดสินใจเข้าไปหลบฝนในห้องน้ำ เดินข้าไปจะมีแคร่ไม้เล็กๆ พอที่จะนั่งได้สองคน เรากับเพื่อนตัดสินใจนั้งหลบฝนในนี้ เพราะช่วงเวลานั้นไม่มีทางเลือกแล้วแหละ ^_^”

สภาพคนอื่นๆ ที่ไม่มีที่หลบฝน
บนภูเขาไฟฟูจิ สภาพคนอื่นๆ ที่ไม่มีที่หลบฝน

เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ บรรยากาศบน Station 10 ตอนฝนตกนั่งหลบฝนกันอยู่สักพักก็เริ่มหิวค่ะ มองออกไปข้างนอกเห็นคนเริ่มเดินลงกันไปเกือบหมดแล้ว เรากับเพื่อนเลยเดินไปหาอะไรกิน

บน Station 10 นี้จะมีร้านค้าขายอาหารและอุปกรณ์กันฝน ประมาณสองสามร้านได้ เราตัดสินใจซื้อเสื้อกันฝนใหม่ ราคา 2,000 เยน เลยทีเดียว (ปกติด้านล่างจะขาย 1,000 เยน) แต่ถ้าไม่ซื้อคงเดินลงไปไม่ได้ เลยต้องตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ก็สั่งราเมงคัพมานั้งกินกันสักพัก ซึ่งราคานั้นสุดแสนโหด ปกติราคาราเมงคัพที่ขายตามร้านสะดวกซื้อด้านล่างจะประมาณ 148 เยน แต่ข้างบนนี้ 750 เยนจ้า อิอิ

นั่งซดราเมงร้อนๆ เพิ่มพลัง
นั่งซดราเมงร้อนๆ เพิ่มพลัง บนยอดเขาฟูจิ

ฝนเริ่มเหมือนจะหยุดตกเลยตัดสินใจจะเดินไปปากปล่อง แต่พอเดินออกจากร้านเท่านั้น เอิ่มมม -__-” ฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก หมอกก็ยังหนาเหมือนเดิมค่ะ เราเดินไปดูแถวๆ บริเวณที่มีเชือกกั้นอยู่ เดาเอาเองว่าน่าจะเป็นปากปล่อง ซึ่งมองไม่เห็นอะไรเลย หากเดินข้ามที่กั้นลงไปก็กลัวจะตกลงไป 555 สรุปเราสองคนก็ไม่ได้รูปปากปล่องภูเขาไฟฟูจิกลับมา

สิ่งที่คาดว่าจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟฟูจิ
สิ่งที่คาดว่าจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟฟูจิ
เที่ยวญี่ปุ่น พิชิตภูเขาไฟฟูจิ ที่นั่งชมวิวบนยอดฟูจิซัง Station 10
ที่นั่งชมวิวบนยอดฟูจิซัง

ทีแรกเรากับเพื่อนกะจะรอให้แดดออกค่ะ แต่ดูแล้วไม่มีวี่แวว แถมเพื่อนร่วมทางเหลือน้อยเต็มทน…เราเลยตัดสินใจเดินลงค่ะ T T

เสาโทริอิ บนยอดภูเขาไฟฟูจิ
บ๊ายบาย จะลงจากยอดฟูจิซังแล้วนะ

เส้นทางลงจากภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji)

เรากับเพื่อนเดินลงคนละเส้นกับทางขึ้นมาค่ะ เพราะเห็นคนส่วนมากลงเส้นนี้กัน ทางลงจะเป็นแบบทางลาดซิกแซกโค้งหักศอกลงไปเรื่อยๆ ดูจากสายตา เหมือนจะง่าย แต่พอลองเดินจริงๆ แล้วรู้สึกยากกว่าทางขึ้นค่ะ เพราะทางขึ้นเรายังมีก้อนหินเป็นที่ยึดจับ แต่ทางลงจะเป็นทางลาดลงและมีแต่ก้อนหินก้อนกรวด ด้านไหล่เขาไม่มีที่คั่น หากลื่นไถลลงไปมีสิทธิ์ตกไหล่เขาได้เลยค่ะ

ด้วยความที่เรากลัวความสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่พยายามมองไปทางไหล่เขา และต้องระวังให้มากๆ ขาและข้อเท้านี่เกร็งตลอดเลยค่ะ

ทางลงภูเขาไฟฟูจิ
ลื่นครั้งที่ 1 ทางลงภูเขาไฟฟูจิ ไม่มีที่กั้นด้วย บรึ๋ยยย
เที่ยวญี่ปุ่น ทางลงภูเขาไฟฟูจิ อากาศแปรปรวน เดี๋ยวหมอก เดี๋ยวแดด
ระหว่างทางลง อากาศแปรปรวน เดี๋ยวหมอก เดี๋ยวแดด สลับกันไปค่ะ
เที่ยวญี่ปุ่น ทางลงภูเขาไฟฟูจิ เส้นทางลาดชัน
ทางชันแค่ไหน ถามใจเธอดู
ป้ายบอกทางลงภูเขาไฟฟูจิ เส้นทาง Yoshida trail
ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางค่ะ หมั่นสังเกตให้ดีนะคะ เลี้ยวผิดชีวิตเปลี่ยน

เส้นทางลงพอถึง Station 8 จะมีทางแยก ให้สังเกตป้ายดีๆ นะคะ โดยป้ายจะบอกทาง Yoshida Trail (เส้นสีเหลือง) กับ Subashiri Trail (เส้นสีแดง) เรามาจากเส้นไหนต้องลงเส้นนั้น อย่างเช่นกรณีนี้ เรามาจาก Yoshida Trail ก็ต้องลงฝั่ง Yoshida Trail ค่ะ ถ้าลงผิดไปสีแดงจะไปโผล่อีกจังหวัดนึงเลย!

บนภูเขาไฟฟูจิ ระหว่างทางจะมีรถบดถนนเพื่อให้พื้นที่เดินมีความแน่น สามารถเดินได้ง่ายขึ้น
บนภูเขาไฟฟูจิ ระหว่างทางจะมีรถบดถนนเพื่อให้พื้นที่เดินมีความแน่น สามารถเดินได้ง่ายขึ้น
เที่ยวญี่ปุ่น ตะลุยภูเขาไฟฟูจิ ฝนตกที่ทางลง Yoshida Trail
เจอฝนมะล่อกมะแล่ก สภาพของเราเหมือนผู้อพยพก็มิปาน 555
เสาหลักที่บอกเส้นทางลงจากภูเขาฟูจิ
เสาหลักที่บอกเส้นทางว่าเรากำลังจะเข้าเขตพื้นที่ไหน และกำลังเดินอยู่บนเส้นไหน เสาต้นนี้บอกว่าเราอยู่ในเส้นทาง Yoshida Trail (เส้นสีเหลือง) เขตจังหวัด Yamanashi ค้ะ

เราใช้เวลาลงทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ในการไปถึง Station 5 ที่เราเริ่มต้นมา ถือว่าภารกิจการปีนภูเขาไฟฟูจิครั้งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว!!!

ถึงแม้เราจะไม่โชคดีที่ได้เห็นปากปล่อง เข้าทำนองที่ว่า “ขึ้นอย่างเฮฮา ดราม่าตอนขาลง” 555 แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่เราได้เห็นความสวยงามระหว่างเส้นทางที่เราได้ปีนขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือ “ใจ” เราเอาชนะใจตัวเองได้ เท่านี้ก็ถือว่าได้กำไรแล้วค่ะ

อยากเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ต้องการจะไปพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิสักครั้งในชีวิต ให้ลองไปดูสักครั้ง แล้วเราจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่เราได้ทำค่ะ สู้ๆ นะคะ

เที่ยวญี่ปุ่น เส้นทางพิชิตภูเขาไฟฟูจิ
ใกล้ถึงแล้ว??? วิวระหว่างทางก็สวยนะ
ครั้งหนึ่งในชีวิต... เราคือผู้พิชิตภูเขาไฟฟูจิ
ครั้งหนึ่งในชีวิต… เราคือผู้พิชิตภูเขาไฟฟูจิ

ปล. ช่วงเวลาสำหรับการปีนภูเขาไฟฟูจิคือเดือน มิถุนายน-ต้นเดือนกันยายนค่ะ “การปีนภูเขาไฟฟูจินั้นไม่ยาก แต่ค่อนข้างลำบาก…มาก 555″ เตรียมตัวไปให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ภูเขาสูงและสวยสุดในญี่ปุ่น

บทความที่เกี่ยวข้อง : ปีนภูเขาไฟฟูจิ…ชีวิตหนึ่งควรต้องลอง!! (ตอนที่ 1)

เรื่องและภาพ: DPlus Guide Team