[ตอนที่ 2] ญี่ปุ่นทำให้ฉันอยากตายอยู่ที่นี่! “เซบุ่ง อิเลบุ่ง” ตรรกะใหม่กับการช้อปปิ้งแบบญี่ปุ่น

7,597 views

สวัสดีคร๊าาาาา จากตอนที่แล้วใครยังติดตากับภาพไส้เดือน, หนอน, งู, หมูป่า รับรองว่าบทความนี้ปลอดภัยแน่นอนค่ะ เพราะวันนี้เราจะพาไปช้อปปิ้งแถวบ้าน บ้านเราอยู่ใกล้ 7-11 นะ เดินประมาณ 5 นาที แต่ถ้าชมนก ชมไม้ ชมหนอน และ ไส้เดือนอาจ 10 นาทีก็ได้ อิอิ ขอนอกเรื่องนิดนึงอยากเล่า คือเราเดินช้อปบ่อยก็จะเห็นบ่อยมากเลยเวลาฝนตกอะ พวกโคตรไส้เดือน จะชอบมาเดินเล่นบนถนน ทีนี้พอฝนหยุดตกโดนแดดเผาสิคะ นอนตายอนาถทุกวัน (โถ่ชีวิตเศร้าของไส้เดือน!) พอแระกลับมาเรื่องของเราดีกว่า วันนี้จะพาไปบุก 7-11 กัน

ลืมบอกไป 7-11 คนญี่ปุ่นจะพูดว่า “เซบุ่ง อิเลบุ่ง” พูดเสียงต่ำในลำคอนะ (ครั้งแรกเราขำอะ ตลกดี) ตอนนี้ เซบุ่ง อิเลบุ่ง พร้อมแล้ว เข้าไปลุยข้างในกันดีกว่าค่ะ

japan diary10 copy japan diary11 copy

เน้ๆๆ ถ้าเราต้องการถ่ายเอกสาร หรือส่งแฟกซ์ ให้มาที่ “เซบุ่ง” เจ๋งปะ japan diary12 copy

ใครขับรถอยู่เกิดปวดท้องจะเข้าห้องน้ำละก็ แวะที่ “เซบุ่ง” ได้ค่ะ แต่ 7-11 แถวบ้านเรามันเล็ก ก็เลยเป็นห้องน้ำรวม ถ้าใหญ่หน่อยก็แยกชายหญิงค่ะjapan diary13 copy

ATM ของที่นี่ จะอยู่ใน 7-11 เลยค่ะ ตัวนี้ก็จะเป็น “ธนาคารของ 7-11” เราไม่กล้าถ่ายด้านหน้ามันมีกล้อง เกิดห้ามถ่ายขึ้นมาเดี๋ยวงานเข้า ยิ่งเป็น “ต่างด้าว” ของที่นี่ด้วย อธิบายนิดส์นึงคนญี่ปุ่นจะเรียกพวกเราที่เป็นต่างชาติว่า “ไกโคะคุจิ้น” (ไม่ใช่คู่จิ้นนะ) ไกโคะคุจิ้น ที่แปลว่า “ต่างด้าว” นั่นเอง T^T เลิกเศร้าแล้วมาต่อค่ะต่อjapan diary14 copy

เรานะเป็นคนชอบดื่ม “กาแฟ” มากกก แต่ที่ญี่ปุ่นกาแฟรสชาติแบบคบไม่ค่อยได้พูดจริง เราเลยลองชิม Starbucks ใน 7-11 คือมันคบได้เลยอะ แต่ที่กินตามร้าน Starbucks ทั่วไปคนละรสชาตินะ อร่อยคนละแบบ แต่เรากิน 7-11 นี้แหละดีแล้ว ดูสิ!มีหลายรสชาติให้เลือกสรรเลยทีเดียวjapan diary15 copy

ต่อมาเป็นล็อกของ “ราเมง” นั่นเอง มันก็ธรรมดาไม่มีอะไรมากค่ะ แต่อยากให้ดูที่รูปธงเลยค่ะ โอ้วววววว ของไทยเราคร๊าา มันเป็นข้าวต้มยำกุ้งค่ะ บอกเลยขายดีม๊วกกก รสชาติอร่อยค่ะ ซื้อติดบ้านไว้เวลาเราขี้เกียจอะมันยอดมากเลยจอร์จ ขนาดคนญี่ปุ่นยังชอบเลย คือเรามาซื้อบางทีมันหมดอะ! หลายสาขาเลย จนคิดว่าคนญี่ปุ่นคงชอบ เอ๊ะ หรือยังมีคนไทยแถวนี้ที่เราไม่รู้จักมาขนไปก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆ มันขายดี ใครมาเที่ยวลองชิมน๊าาา (ไม่รู้ที่ไทยมีปล่าว) japan diary17 copyjapan diary16 copy

ต่อไปก็เป็น “เบนโตะ” ค่ะ อาหารกล่องเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตอนนี้เริ่มหน้าร้อน คนญี่ปุ่นก็จะเน้นกินบะหมี่เย็นกันค่ะ ทั้งชั้นก็จะเต็มไปด้วยบะหมี่เย็น อร่อยดีค่ะ เราก็นานๆกินทีแล้วแต่ความจำเป็น อิอิ japan diary18 copy japan diary19 copy

ต่อไปเป็นตู้น้ำเปล่าแล้วค่ะ ตู้ที่เราจำฝังใจ 555 เพราะที่นี่น้ำเปล่าค่อนข้างแพง คือขวดนึงก็เกือบ 30 บาทไทย (ที่ไทย 7 บาทเอง) แต่ที่เราจะบอกคือ เห็นน้ำขวดใหญ่มั๊ยคะ ขนาด 2 ลิตร ราคา 100 ¥ แล้วมาดูน้ำขวดเล็กกันค่ะ 555 มิลลิลิตร ราคา 108 ¥ คือน้ำขวดเล็กแต่ราคาแพงกว่าน้ำขวดใหญ่ งงสิคะ แถมคนที่นี่ส่วนใหญ่จะซื้อขวดเล็กซะด้วย

japan diary20 copy

เราก็สงสัยนะ ทำไมไม่ซื้อขวดใหญ่เลย เรื่องแบบนี้ต้องถามคนญี่ปุ่นค่ะ ในฐานะที่เรามีคนญี่ปุ่นเป็นของตัวเอง ก็ต้องถามของตัวเองสิคะ คำตอบคือ ขวดใหญ่มันเยอะดื่มไม่หมด เราถามแล้วไง? ดื่มวันนี้ไม่หมดแล้วจะบูดหรือเสียเหรอ พรุ่งนี้ดื่มต่อไม่ได้เหรอ? แฟนเราเลยตอบว่า “ไกโคะกุจิ้นอย่างเราไม่เข้าใจหรอก” แปลมั๊ย “เราเป็นต่างด้าวไม่เข้าใจคนญี่ปุ่นหรอก” เจ็บเนอะ T^T แต่ขอบอกก่อนนะคะ แฟนเราไม่ได้ว่าเรานะ คือแกสื่อความหมายแบบนั้นจริงๆไม่ได้ประชด แต่ถ้าเราคนไทยมาแปลอะ มันเจ็บ! japan diary20-1 copy

เราไปจ่ายตังค์กันดีกว่าค่ะ ตรงเคาท์เตอร์จะมีของเปลี่ยนตามฤดูกาลเหมือนกัน ตอนนี้มีพวกโดนัทไว้กินกับกาแฟเย็น ส่วนติดๆกันก็จะเป็นพวกไส้กรอก ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายไว้หลอกเด็กค่ะ คือเด็กเจอเป็นร้องกิน เราเองก็ชอบไส้กรอกของ 7-11 นะ

japan diary21 copy

หลายคนอาจสงสัยว่าพนักงานจะถามมั๊ย “รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มมั๊ยคร้า” ไม่มีถามนะคะ มีแต่พูดชื่อสินค้าที่เราซื้อ ราคาของแต่ละชิ้น และราคาจ่ายรวมค่ะ จ่ายตังค์เสร็จเค้าก็ขอบคุณเรา แต่ถ้ามีอะไรใหม่ๆมาแนะนำก็จะวางหน้าเคาท์เตอร์ให้ลูกค้าเห็นเลยค่ะ คือโดยรวมทั่วไปก็มีของเยอะนะ สินค้าก็จะคล้ายๆไทยค่ะ แต่เป็นในแบบของคนญี่ปุ่นเท่านั้นเอง เราก็จะเอาในส่วนที่แตกต่างจากไทยมาเล่าให้เพื่อนๆฟังก่อนเนาะ เดี๋ยวครั้งหน้ามาดูกันว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามตอนต่อไปด้วยนะคร๊าาาjapan diary22 copy

 

เรื่อง : หินตั้ง