หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงไปชาร์จแบตให้เต็มที่ ณ บ้านสายหมอก ดอยหลวงเชียงดาว

“เชียงดาว ชายแดน ถ้ำสวย ดอยสูง พระสถูปเมืองงาย กำเนิดสายแม่ปิง”

ถ้าพูดถึง “ดอยหลวงเชียงดาว” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ดอยหลวงเชียงดาว ตั้งอยู่ที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งยอดเขาที่นักท่องเที่ยวสายผจญภัยอยากไปพิชิตให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต มีความสูงประมาณ 2,275 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ซึ่งการเดินทางของเราครั้งนี้ จุดหมายปลายทางไม่ได้อยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวข้างบนนั้น หากแต่จุดหมายของเราคือการไปพักผ่อนชาร์จแบตจากการเหนื่อยล้าของการทำงาน ที่โฮมสเตย์บ้านนาเลาใหม่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้งของโฮมสเตย์ท่ามกลางขุนเขาของดอยหลวง ที่เรียกได้ว่าสามารถมองเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวได้แบบใกล้ชิดมาก เพราะตั้งตระหง่านอยู่หน้าห้องพักแต่ละหลังเลยล่ะ

หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงไปชาร์จแบตให้เต็มที่ ณ บ้านสายหมอก ดอยหลวงเชียงดาว

สาเหตุที่เราเลือกมาเที่ยวเชียงดาวในหน้าฝนนั้น เพราะเราเป็นคนชอบภูเขาและชอบทะเลหมอก ซึ่งเราคิดว่าวิวทะเลหมอกที่สวยที่สุด ก็คือช่วงที่ฝนตกนั่นเอง เราลองจินตนาการดูเล่นๆ ว่า ถ้าคืนนี้ฝนตก เช้ามาต้องมีทะเลหมอกหนาตาแน่ๆ ยิ่งเป็นเชียงดาวด้วยแล้ว ทะเลหมอกต้องมาเยือนถึงหน้าห้องพักพร้อมทั้งดอยหลวงเชียงดาวที่เผยให้เห็นแบบเต็มๆ ตาอยู่เบื้องหน้าแน่ๆ แค่เปิดประตูห้องก็เจออะไรประมาณนั้น แค่คิดก็ฟินแล้ว นี่เลยเป็นเหตุผลให้เราพาตัวเองมาพักผ่อนที่เชียงดาวในฤดูฝน แถมผลพลอยได้ก็คือ คนไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องจองบ้านพักล่วงหน้านานๆ ได้ใช้เวลาพักผ่อนเต็มที่ ชาร์จแบตตัวเอง อยู่กับธรรมขาติ ฟินมากๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วสำหรับการพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันนี้เราเลยขอพาทุกคนมาพักผ่อนกันที่เชียงดาว ในแบบของเรากันนะ

ร้านโกเหน่ง

ร้านโกเหน่ง

เริ่มต้นการเดินทางกันที่สนามบินเชียงใหม่ แบบลงเครื่องปุบ ติดต่อเช่ารถยนตร์ที่สนามบิน และไปหาอะไรกินรองท้องมื้อเช้ากันแบบเบาๆ ที่  “โกเหน่ง” ร้านขายอาหารเช้าแถวตลาดวโรรส ที่มีจุดเด่นคือปาท่องโก๋ที่มีรูปร่างแปลก ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือทำเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งมี 5 แบบคือมังกร จระเข้ กบ ไดโนเสาร์ และช้าง นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเช้าอื่นๆ อีกมากมาย เช่น  ปาท่องโก๋พันไส้กรอก เครปรีด๊อก Crepe Sausage ซาลาเปาทอดหวาน มีนมข้นและสังขยาให้จิ้ม น้ำเต้าหู้ นมสด ชา กาแฟ โอวัลติน หล่อฮั่งก้วย ไข่ลวก ข้าวมันไก่ โจ๊กหมู ฯลฯ ราคาย่อมเยา

ร้านโกเหน่ง
[info-t] เปิดทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 6:00 – 11:30 น. และ 16:00 – 20:00 น. (เบอร์โทรศัพท์ 094-637-6333)

หลังจากกินอิ่มกันแล้ว เราก็ขับรถตรงดิ่งไปอำเภอเชียงดาวทันที ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่มาถึงบ้านนาเลาใหม่ ดอยหลวงเชียงดาวประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ เราทำการจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าเขตอุทยาน คนละ 20 บาท  และค่าธรรมเนียมการนำรถเข้าเขตอุทยาน คันละ 30 บาท หลังจากผ่านเข้ามาในเขตอุทยานแล้ว เราก็ตรงไปบ้านนาเลาใหม่ โดยทางขึ้นนั้นเป็นถนนลาดยางสภาพดี แต่ทางแคบและชัน โค้งเยอะ จึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ขับมาสักพักก็ถึงบ้านนาเลาใหม่ ซึ่งจะเจอโฮมสเตย์ที่แรกและเป็นโฮมสเตย์หลังแรกของที่นี่ นั่นก็คือ “บ้านระเบียงดาว” ที่พักยอดฮิตของที่นี่ แต่เราไม่ได้พักที่นี่นะ เราพักกันที่ “บ้านสายหมอก” ซึ่งอยู่เกือบในสุด ขับรถตรงดิ่งเข้าไปเลยจ้ะ บ้านสายหมอกที่เรามาพักนั้น อยู่ติดกับบ้านลีซู และบ้านหมอกตะวัน เท่าที่สังเกตดู บ้านหมอกตะวันน่าจะเป็นโฮมสเตย์หลังในสุดของที่นี่ ที่บ้านนาเลาใหม่แห่งนี้ มีโฮมสเตย์อยู่ประมาณ 16 – 17 ที่ และแต่ละที่จะมีทั้งบ้านเป็นหลังๆ และมีเป็นเต็นท์ให้กางด้วยนะ ซึ่งถ้าเป็นบ้านพักนั้น ปัจจุบันเค้าจำกัดให้เป็นที่พักได้ที่ละ 2 หลังเท่านั้น ที่เหลือรื้อหมด ราคาห้องพักอยู่ที่ ท่านละ 600 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเย็นและมื้อเช้า สำหรับบ้านเป็นหลัง นอนได้มากที่สุด 4 ท่าน และถ้าเป็นเต็นท์ ราคาคนละ 500 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเย็นและมื้อเช้าเช่นกัน ซึ่งช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงหน้าฝน ทางโฮมสเตย์จึงแจ้งว่า ไม่เปิดโซนเต็นท์ให้พัก ให้พักได้แต่บ้านเป็นหลังเท่านั้น

บ้านสายหมอก ที่เชียงดาว

พอถึงที่พักบ้านสายหมอกแล้ว เราก็ไปเช็คอิน และนำสัมภาระไปเก็บที่ห้องพักได้เลย เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาจากหน้าห้องพัก ก็จะเห็นดอยหลวงเชียงดาวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สวยจับจิตจับใจแล้ว ก็เคยเห็นวิวแบบนี้แต่ในรูปถ่าย หรือตามที่เค้ารีวิวกัน มาวันนี้ได้เห็นเต็มสองตาตัวเอง สวยมาก พอเก็บของเสร็จแล้วเราก็เดินวนดูที่พักของเราในคืนนี้นิดหน่อย และเดินชมวิวรอบๆ บ้านนาเลาใหม่ รวมไปถึงเดินไปชมวิวของแต่ละที่พักด้วยนะ เพราะเจ้าของโฮมสเตย์ที่เราพักบอกว่า เราสามารถเดินดูวิวได้ทุกที่พัก แถมถ่ายรูปจุดชมวิวแต่ละที่ก็ได้นะ เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน บ้านพักโดยส่วนใหญ่ของที่นี่ เป็นบ้านที่ทำจากไม้ ตัวบ้านสร้างแบบเรียบง่าย มีระเบียงยื่นออกมาหน้าห้องพัก ให้เรานั่งชมวิวดอยหลวงเชียงดาว นั่งดูดาวตอนกลางคืน หรือจะนั่งเม้าส์มอยตามประสาเพื่อนก็ดีไปอีกแบบนะ เราเดินชมวิวไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับฝนที่ตกๆ หยุดๆ แบบปรอยๆ เล็กน้อย เผลอดูเวลาอีกที อ้าว ใกล้จะมืดแล้ว ได้เวลาเดินกลับที่พักที่บ้านสายหมอก เดินไปถึงทางที่พักเตรียมอาหารเย็นไว้ให้พอดี แต่ด้วยฝนที่ตกๆ หยุดๆ ทางโฮมสเตย์จึงจัดให้รับประทานอาหารเย็นที่โต๊ะในร่ม ใกล้กับเคาน์เตอร์เช็คอินของที่นี่ เสียดายเลย อดไปนั่งรับประทานอาหารที่จุดแลนด์มาร์กสำคัญของที่พัก ที่นั่งมองวิวดอยหลวงเชียงดาวไปด้วย ทานอาหารไปด้วยตรงจุดนี้เราขอเรียกว่า โถงใหญ่ของที่บ้านสายหมอก  โดยอาหารเย็นวันนั้น จัดมาเป็นเซ็ต มีอาหาร 4 อย่าง ประกอบไปด้วย ไข่เจียว แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดผัก น้ำพริกลีซู และข้าวสวยร้อนๆ 1 โถ สามารถเติมได้ไม่อั้นทั้งกับข้าวและข้าวสวย ซึ่งอาจจะดูเหมือนเป็นเมนูธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่สำหรับเราแล้ว ถ้าได้กินตอนร้อนๆ โดยเฉพาะไข่เจียวร้อนๆ กับข้าวสวยร้อนๆ โรยด้วยน้ำพริกลีซู ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ฝนตกปรอยๆ แบบนี้ล่ะก็ โอ้ยยยยย อร่อย ฟินอย่าบอกใครเชียว

อาหารมื้อเย็น

หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก็ได้เวลาอาบน้ำ ซึ่งเราแทบจะวิ่งผ่านน้ำเลยล่ะ เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีแอร์ อากาศเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิคืนนั้นอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส แต่ลมแรงมาก และฝนตก จึงทำให้รู้สึกเย็นกว่าปกติ ไฟที่ให้ความสว่างมีเพียงดวงเดียวในห้องนอน อีกดวงในห้องน้ำและอีกดวงหน้าบ้านพักของเรา ซึ่งโดยปกติ ทางที่พักจะเปิดไฟถึงแค่สี่ทุ่ม เพราะที่นี่ใช้ไฟฟ้าแบบโซล่าเซลล์ ส่วนในห้องนอนจะไม่มีปลั๊กไฟใดๆ ถ้าจะชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือหรือแบตกล้องถ่ายรูป ก็ให้เอาไปชาร์จได้ที่เคาน์เตอร์เช็คอินของที่พัก ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าแค่ตรงจุดนั้นจุดเดียว สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยมี เท่าที่สังเกตจะมีสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ตแค่ตรงเคาน์เตอร์เช็คอินและบางจุดเท่านั้น

ที่นอน บ้านสายหมอกโฮมสเตย์

ส่วนที่นอนก็จะเป็นฟูกที่นอนตั้งบนพื้นห้อง หมอนผ้าห่มหนาๆ เรียกว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แบบที่เราใช้ปกติในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี การอยู่กับธรรมชาติรอบตัว และสิ่งที่มี  เหมือนการอยู่อย่างพอเพียง แล้วพักกาย พักใจ ชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ ตัดขาดโลกโซเซียลไปบ้าง มันก็ดีไม่น้อยนะ พอตอนกลางคืนเราก็ตั้งใจว่าจะออกมานั่งดูดาว เพราะได้ยินมาว่า ดาวที่นี่เยอะมาก และสวยมากๆ ด้วยนะ แต่กลายเป็นว่า ฝนตกปรอยๆ ตลอด ไม่สามารถมองเห็นดาวดวงใดได้เลยสักดวง ฟ้ามืดมิด จะมีก็เพียงแต่หิ่งห้อยเล็กน้อย ที่บังเอิญหลงเข้ามาในบ้านพักของเรา และในที่สุด คืนนั้นก็เป็นคืนที่เราเข้านอนเร็วกว่าปกติในรอบหลายๆ ปี

บรรยากาศที่พัก บ้านสายหมอกโฮมสเตย์

.. เอ้ก .. อี .. เอ้ก .. เอ้ก .. เสียงนาฬิกาปลุกยามเช้าชั้นดีจากแม่ไก่แถวนั้น ปลุกให้เราตื่นขึ้นจากภวังค์ตอนประมาณตีห้ากว่าๆ เพื่อให้เราลุกขึ้นมาจากที่นอน ทั้งๆ ที่อากาศเย็นสบาย น่านอนต่อเป็นอย่างมาก มารอดูทะเลหมอกกิจกรรมไฮไลท์สำคัญของที่นี่ ที่ไม่ควรพลาด เพียงแค่เปิดประตูบ้านพักเท่านั้น ก็จะเห็นทะเลหมอกอยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่เมื่อวานฝนตกตลอดทั้งวันทั้งคืน จึงทำให้หมอกหนาตาไปหน่อย พระอาทิตย์ที่ขึ้นหลังภูเขาลูกใหญ่ๆ นั่นก็มองไม่เห็น แล้วสักพักทางที่พักก็ยกอาหารเช้ามาเสิร์ฟถึงหน้าห้องพักเลย ซึ่งอาหารเช้านั้นก็คือข้าวต้มหมูร้อนๆ หนึ่งโถ พร้อมกาแฟและโอวัลตินแบบซองทรีอินวัน มาเสิร์ฟเป็นเซ็ต เติมไม่อั้นอีกแล้ว ดีจริงๆ เราก็ปูเสื่อนั่งกินอาหารเช้าและจิบกาแฟ โอวันตินร้อนๆ อยู่หน้าห้องพักเราเอง สองตาก็จับจ้องไปที่ยอดดอยหลวงเชียงดาวและหมอกที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ ตามเวลา เหมือนพยายามที่จะเก็บทุกๆ ความสวยงามของวิวเบื้องหน้าให้ชัดเจนที่สุด จนลืมถ่ายรูปจากกล้อง อ้าววววว ไหงเป็นงั้นล่ะ ฮ่าฮ่า

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็เดินออกไปดูวิวรอบๆ ที่พักอีกนิด  และกลับมาอาบน้ำแต่งตัวที่ห้องพัก แล้วเก็บของเตรียมเช็คเอ้าท์และเตรียมตัวกลับกันจ้า โดยระหว่างทางกลับเราได้แวะไหว้พระกันที่วัดถ้ำปากเปียงเป็นที่แรก

วัดถ้ำปากเปียง

วัดถ้ำปากเปียง

วัดถ้ำปากเปียง (หลวงปู่จริญ) เป็นวัดสายวัดป่า ภายในวัดร่มรื่น และเย็นสบายมากๆ เพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เงียบสงบ เหมาะกับผู้มาปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก ภายในวัดถ้ำปากเปียงนั้น มีถ้ำด้วยนะ แต่เราไม่ได้เข้าไปเนื่องด้วยเวลาที่จำกัด จึงเดินทางไปวัดแห่งที่สองกันเลย

สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง

สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง

ที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ที่นี่เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่อยู่บนเนินเขาของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร โดยเราจะต้องเดินขึ้นบันไดทั้งหมด 510 ขั้น เพื่อไปสำนักสงฆ์ข้างบนเขา โดยระหว่างทางจะขนาบไปด้วยต้นไม้สองฝั่ง ร่มรื่นมาก นอกจากนี้ตลอดสองข้างทางก็ยังมีคำสอนธรรมะต่างๆ ติดอยู่เพื่อเตือนใจตลอดทางอีกด้วย เมื่อสักการะรูปหล่อของหลวงปู่สิมแล้ว เราก็เดินต่อไปยังเจดีย์ข้างบนเขา เพื่อไปสักการะพระอัฐิของหลวงปู่สิม และมีเครื่องใช้หรือเรียกว่าอัฐบริขารของหลวงปู่สิมแสดงอยู่บางส่วนด้วย หลังจากเสร็จจากการสักการะหลวงปู่สิม ที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่องแล้ว เราก็ไปปิดท้ายวันกันที่วัดถ้ำเชียงดาว โดยต้องจ่ายค่าเข้าถ้ำเชียงดาว ท่านละ 20 บาท  ซึ่งเป็นค่าบำรุงกระแสไฟฟ้าให้กับทางวัดถ้ำเชียงดาว

วัดถ้ำเชียงดาว

วัดถ้ำเชียงดาว

โดยภายในถ้ำเชียงดาวนั้น จะมีถ้ำพระนอน ซึ่งมีไฟฟ้าอยู่บ้าง สามารถเดินชมได้ด้วยตัวเอง ส่วนถ้ำแก้ว – ถ้ำน้ำ และมืด – ถ้ำม้านั้นจะมืดมาก ไม่มีไฟฟ้าข้างใน ถ้าต้องการเข้าชมต้องเช่าตะเกียงไฟนำทางพร้อมไกด์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นบรรดาไกด์อาสาสมัครผู้หญิงล้วนของที่นี่ โดยค่าเช่าตะเกียงไฟนำทาง คิดตะเกียงละ 200 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนค่าทิปตอนชมถ้ำเสร็จ ก็แล้วแต่เราจะให้เป็นสินน้ำใจ ซึ่งภายในถ้ำนั้นมีหินงอก หินย้อย รูปร่างต่างๆ เยอะเลย สวยงามมาก บางห้องภายในถ้ำ ก็มีค้างคาวห้อยหัวเป็นฝูงกระจุกอยู่เยอะมาก ระหว่างทางไกด์ก็จะเล่าเรื่องราวและอธิบายรายละเอียดต่างๆ ทั้งยังคอยส่องไฟ และชี้ให้เราดูภายในถ้ำเป็นระยะๆ ซึ่งภายในถ้ำนั้นเป็นถ้ำที่ใหญ่และยาวมากๆ เลยนะ หลังจากเยี่ยมชมวัดถ้ำเชียงดาวกันเสร็จแล้ว เราก็ขับรถมุ่งตรงไปดอยอ่างขางกันเลย ซึ่งเอาไว้ครั้งหน้าเราจะพาทุกคนไปเที่ยวดอยอ่างขางกันนะ

หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงไปชาร์จแบตให้เต็มที่ ณ บ้านสายหมอก ดอยหลวงเชียงดาว

สำหรับทริปเชียงดาวนี้ ถ้าใครอยากปลีกวิเวก หลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ไปพักผ่อนปล่อยกายปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เราขอแนะนำที่นี่ “โฮมสเตย์บ้านนาเลาใหม่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่” ที่ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เพราะอยู่ท่ามกลางขุนเขาของดอยหลวงเชียงดาว ยิ่งถ้าใครชอบทะเลหมอกด้วยแล้ว ยิ่งแนะนำให้มาที่นี่ โดยเฉพาะหน้าฝน ที่หมอกจะเยอะเป็นพิเศษ และมาทักทายให้ชื่นชมความสวยงามนี้กันถึงหน้าห้องพักกันเลย สำหรับเราทริปนี้เรียกว่าอิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ ได้ทั้งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์แล้วนั้น ยังได้ไปทำบุญและสักการะหลวงปู่ในวันพระใหญ่ ซึ่งวันที่เราไปนั้น เป็นวันวิสาขบูชาพอดี อิ่มเอมทั้งกายและใจเลยล่ะ

[info-l] บ้านสายหมอก ดอยหลวงเชียงดาว เบอร์โทรศัพท์ 090-760-8819

เรื่องและภาพ : E’Pa พาเที่ยว