ผู้หญิงลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปอย่างไรให้ปลอดภัย?

ผู้หญิงลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปอย่างไรให้ปลอดภัย?

ด้วยความที่เราเป็นสาวเอเชีย ตัวเตี้ย หน้าตาไทยแท้แบบต้นตำรับ แถมหัวและสีผิวดำ ดูโดดเด่นทีเดียวเมื่อต้องไปเที่ยวยุโรปที่มีแต่หัวทองๆ กัน แต่ด้วยความติสต์ที่มีอยู่ในตัว จึงชอบเดินทางไปเที่ยวแบบคนเดียวบ่อยครั้ง แม้จะไปในประเทศที่ไม่คุ้นเคย หรือมีข่าวไม่ดีบ่อยๆ ก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสในการเสพความสวยงาม เราควรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ เอาไว้บ้างก็ดี

ต่อไปนี้จึงจะขอเล่า ทริกเอาตัวรอด แบบผู้หญิงคนเดียวแบกเป้เที่ยวยุโรป ให้เพื่อนๆ นักท่องเที่ยวสาวขาลุยไปใช้กันระหว่างเดินทางไปเที่ยวยุโรปกันค่ะ

ผู้หญิงลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปอย่างไรให้ปลอดภัย?
ผู้หญิงลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปอย่างไรให้ปลอดภัย?

9 ทริกสำหรับสาวสายลุยเดี่ยว เที่ยวยังไงให้ปลอดภัยในยุโรป?

1. เตรียมกระเป๋าถือให้ปลอดภัย เก็บของมีค่าให้มิดชิด หากเป็นเป้สะพายหลังก็ควรระมัดระวังในที่ชุมชน เราไม่เคยโดนล้วงกระเป๋านะคะ แต่ตอนไปเมือง Antwerp ที่เบลเยี่ยม พอไปถึงที่สถานีรถไฟปุ๊บ ก็มีคนรีบเดินมาสะกิดเตือนให้ถือเป้ไว้ด้านหน้านะ สะพายด้านหลังไม่ปลอดภัย Oops! Thank you so much.

2. แบ่งกระเป๋าตังค์ เพื่อให้มีตังค์เหลือรอดตลอดทริปได้ เราแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก แบ่งเอาไว้ประมาณครึ่งนึงของเงินที่เรามี ซึ่งอาจจะเป็นเงินก้อนที่เก็บเอาไว้ใช้ช้อปปิ้งในวันท้ายๆ ของทริปด้วย เงินส่วนนี้เราจะเก็บไว้ที่โรงแรม ใส่กระเป๋าเดินทางล็อกกุญแจให้เรียบร้อยหรือหากใครพักโรงแรมที่มีตู้เซฟก็อาจจะเก็บใส่เซฟก็ได้ (เอาเป็นว่าไม่วางล่อหูตาพนักงานทำความสะอาดเป็นพอ)

ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่จะพกติดตัวไปท่องเที่ยวด้วย โดยนำเงินอีกครึ่งที่เหลือมาแบ่งเป็นอีก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตามปกติ สำหรับใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างเที่ยว เป็นค่ากิน ค่ารถไฟ ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ฯลฯ

ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่เหลือจากการแบ่งครั้งที่สอง เงินส่วนนี้เราจะเอาใส่กระเป๋าเสื้อหรือกางเกงติดตัวไว้ กรณีโดนกระชากกระเป๋าเราจะมีเงินพอนั่งรถไฟ หรือรถบัสกลับโรงแรมค่ะ

ผู้หญิงลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปอย่างไรให้ปลอดภัย?

3. ทำตัวให้เนียน ก่อนจะออกเดินไปตามท้องถนนเราก็จะดูแผนที่ใน Google Maps ให้เรียบร้อยก่อน ว่าจะเดินไปยังไง เลี้ยวตรงไหน ถ้าเมืองไหนซอกซอยเยอะ เราจะใช้วิธี street view ดูทางเข้าแต่ละเลี้ยว แต่ละสถานที่ด้วย

หนึ่ง เพื่อความรวดเร็วในการเดิน จะได้ไม่เสียเวลาหลง สอง เนียนมั่นใจเพราะฉันรู้ทางเป็นอย่างดี ลดการเป็นเป้าให้มิจฉาชีพและ สาม การไม่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ยังช่วยให้เรามีเวลามองคนรอบข้างด้วยค่ะ

อ่าน วิธีปักหมุดทำแผนที่เดินทางใน Google Maps เพื่อใช้ช่วยในการเดินทาง : วิธีปักหมุดทำแผนที่เดินทางส่วนตัวใน Google Maps แบบ Step-by-Step ทำได้ง่ายๆ ไม่มีหลง

4. เลี่ยงหลบคนที่ไม่น่าไว้ใจ/คนไร้บ้าน โดยส่วนใหญ่เขาจะไม่มายุ่งกับเราอยู่แล้วละคะ แต่ก็มีบ้างประเภทที่เดินมาขอเงินตรงๆ เลย ซึ่งตรงนี้ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้ากันไป เช่น “ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้” บ๊าย… แต่ถ้าเรามองเห็นพวกเขาอยู่แต่ทีแรก ก็เลี่ยงๆ หลบๆ ก่อนก็ดีค่ะ

5. ยืน/เดิน/นั่งให้ถูกที่ และมองหาแฟมิลี่กรุ๊ป โดยส่วนใหญ่มิจฉาชีพจะไม่ค่อยยุ่งกับคนที่มาเป็นกรุ๊ปอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่มากันเป็นครอบครัว เวลาจะเดินไปไหนหรือยืนต่อคิวขึ้นรถไฟเราก็เลือกไปยืนใกล้กลุ่มนี้จะรู้สึกปลอดภัย

6. เสียมารยาทบ้างก็ได้ ต้องกล้าปฏิเสธคนแปลกหน้าบ้าง ไม่ว่าจะมาชักชวน หรือมาหยิบยื่นความช่วยเหลือ หากรู้สึกไม่ปลอดภัยให้ปฏิเสธทันที อย่าได้เกรงใจ

7. ไม่วางกระเป๋าสัมภาระทิ้งไว้ อย่างตอนเข้าห้องน้ำก็ไม่ควรฝากใครเลยค่ะ หิ้วเข้าไปด้วย

8. เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะโดนจู่โจม ให้หาตัวช่วย หากอยู่ในที่ปลอดคนใช้วิธีหลบเข้าร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต หากอยู่ในที่ชุมชนให้หาใครก็ได้ที่ดูเป็นมิตรและอยู่ใกล้ตัวที่สุด ทำทีว่าถามทาง ขอให้ถ่ายรูป หรือมุกอะไรก็ได้ที่เราจะพูดคุยกับคนอื่นได้ในระยะนึง

9. ไวกับสถานการณ์ หากรู้สึกไม่ปลอดภัยให้รีบชิ่งด่วน อย่ารอ จากประสบการณ์ คือ เรายืนรอรถไฟใต้ดินในเมืองเบอร์ลิน อยู่ๆมีกลุ่มวัยรุ่นเดินออกจากรถไฟแล้วตะโกนใส่กันตรงหน้าเราพอดี เรารีบหันหลังเดินหลบออกมา ไม่ทันไรวัยรุ่นกลุ่มนั้นตะลุมบอนกันนัวแบบเลือดซิบ เกือบจะโดนลูกหลงซะแล้ว…

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิค 9 ข้อที่สาวๆ นักท่องเที่ยวต่างแดนอย่างเราๆ สามารถจำไปใช้เวลาตะลุยยุโรปหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนะคะ

เรื่อง: Nyddyo DPlus Guide Team

ไฮไลท์เมืองน่าเที่ยว TOKYO & OSAKA

แนะนำไฮไลท์เมืองน่าเที่ยว TOKYO & OSAKA

เที่ยวโตเกียว ภูมิภาคคันโต เที่ยวโอซาก้า ภูมิภาคคันไซ สำหรับใครที่เพิ่งไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก เราขอแนะนำสองภูมิภาคนี้เลยค่ะ ซึ่งภูมิภาคคันโตเป็นที่ตั้งของโตเกียว เมืองหลวงที่สำคัญ แถมยังเป็นศูนย์กลางของประเทศ บริเวณรอบๆ ของโตเกียวก็มี โยโกฮาม่า, คามาคุระ, นิกโกะ และไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้เลย นั้นคือ ภูเขาไฟฟูจิ

ส่วนภูมิภาคคันไซ ก็เป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เมืองฮิตๆ เช่น เกียวโต, โอซาก้า, นารา และที่เราเน้นทั้งสองภูมิภาคนี้เพราะมีหลายสายการบินให้บริการบินตรงเพื่อความสะดวกสะบายในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว

เกริ่นมาซะขนาดนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่าสองภูมิภาคนี้มีเมืองใดบ้างที่คุณไม่ควรพลาด เริ่มจากภูมิภาคคันโต…

TOKYO โตเกียว

วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple) หรือรู้จักกันดีในชื่อ วัดอาสะกุสะ (Asakusa)
วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple) หรือรู้จักกันดีในชื่อ วัดอาสะกุสะ (Asakusa)

โตเกียวในฐานที่เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น จึงกลายเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย เช่น วัดอาสะกุสะ หอคอยโตเกียวสกายทรี หรือย่านช้อปปิ้งที่ไม่ควรพลาด เช่น ชินจุกุ ชิบุยะ กินซ่า รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวริมอ่าวโตเกียวที่ขึ้นชื่อว่าบรรยากาศดี มีพื้นที่กว้างขวางอย่าง โอไดบะ นอกจาก Shopping Mall แล้วก็ยังมีสถานีโทรทัศน์ฟูจิ สะพานสายรุ้ง และบริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียวยังมีทั้งภูเขาและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และสวยงามรอให้เพื่อนๆ ไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีเส้นทางเดินป่า และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ

YOKOHAMA โยโกฮาม่า

Yokohama Marine Tower หอคอยชมวิวของเมืองโยโกฮาม่า
Yokohama Marine Tower หอคอยชมวิวของเมืองโยโกฮาม่า

โยโกฮาม่าเมืองท่าที่สำคัญตั้งแต่สมัยยุคเอโดะมาจนถึงปัจจุบัน มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น ชมวิวริมอ่าว เดินเล่นชมพิพิธภัณฑ์ หรือจะมาเดินช้อปปิ้งก็ได้ ที่นี่เดินทางจากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 30 นาที

KAMAKURA คามาคุระ

วัด Kotokuin และพระใหญ่ไดบุตสึ
วัด Kotokuin วัดชื่อดังของคามาคุระ ไฮไลท์อยู่ที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อว่าพระอมิตตาพุทธ นิโอยุราอิ (Amida Nyoyurai) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไดบุตสึ (Daibutsu)

คามาคุระเมืองเก่าแก่ที่ยังคงมีร่องรอยความเจริญในยุคคามาคุระ รวมถึงวัดและศาลเจ้าชื่อดัง อย่างพระใหญ่ไดบุทสึ ศาลเจ้า Tsurugaoka ศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่ ที่นี่เดินทางจากสถานีโตเกียวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ENOSHIMA เอโนชิมะ

หอชมวิว Enoshima Sea Castle
หอชมวิว Enoshima Sea Castle

เอโนชิมะเป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองฟูจิซาวะ (Fujisawa) มีสะพานให้รถยนต์และคนข้ามไปยังเกาะได้ บนเกาะนั้นมีศาลเจ้า วัด สวนดอกไม้ หอชมวิว ถนนร้านค้า ร้านอาหาร และถ้ำ กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเกาะโดยมีทางเดินเชื่อมถึงกัน ในวันที่ท้องฟ้าเปิดและอากาศแจ่มใสที่ฝั่งตะวันตกของเกาะจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาฟูจิได้อย่างชัดเจน ที่นี่เดินทางจากสถานีโตเกียวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

KAKONE ฮาโกเน่

ล่องเรือชมทะเลสาบอะชิ (Ashi Lake)
ล่องเรือชมทะเลสาบอะชิ (Ashi Lake)

ฮาโกเน่เป็นแหล่งธรรมชาติที่ยังความสมบูรณ์ และมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายรูปแบบ เช่น ทะเลสาบ หุบเขา ภูเขาไฟ บ่อน้ำพุร้อน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์กลางแจ้ง ศาลเจ้า แต่ที่ได้รับความนิยมและเป็นเอกลัษณ์ของที่นี่คือ การล่องเรือโจรสลัดในทะเลสาบอะชิ (Lake Ashi) ที่สามารถมองเป็นเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังในวันที่อากาศแจ่มใส ที่นี่สามารถเที่ยวได้แบบไปเช้าเย็นกลับค่ะ

KAWAGUCHIKO ทะเลสาบคาวากูชิโก

ทะเลสาบคาวากูชิโก (Kawaguchiko)
ทะเลสาบคาวากูชิโก (Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากูชิโกะเป็นอีกหนึ่งในจุดหมายหลักที่ไม่ควรพลาดของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะไปเที่ยวญี่ปุ่นนะคะ เพราะจะได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่และความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ (Fuji San) ในทุกฤดูกาล ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากหลายจุดทั่วพื้นที่ของจังหวัดยามานาชิ, ชิซูโอกะ และพื้นที่ใกล้เคียง แต่ที่นิยมกันมากคือริมทะเลสาบทั้ง 5 รอบฟูจิซังด้านเหนือโดยเฉพาะทะเลสาบคาวากูชิโกะ แนะนำให้หาที่พักบริเวณรอบทะเลสาบ เนื่องจากการเดินทางด้วยรถบัสจากโตเกียวต้องใช้เวลาพอสมควร

NARITA นาริตะ

วัดนาริตะซัง ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji)
วัดนาริตะซัง ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji)

นาริตะเป็นที่ตั้งของสนามบินนาริตะ อยู่ในจังหวัดจิบะ (Chiba) เช่นเดียวกับโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท และบริเวณรอบเมืองนาริตะยังมีช้อปปิ้งมอลล์ และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ เช่น วัดนาริตะซัง ให้แวะมาเที่ยวชมได้ ที่นี่เดินทางจากโตเกียวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

TOKYO DISNEY RESORT โตเกียว ดิสนีย์ รีสอร์ท

ขบวนพาเหรดที่ Tokyo Disney Resort
ขบวนพาเหรดที่ Tokyo Disney Resort

สนุกสนานไปกับการผจญภัยในดินแดนแห่งโลกจินตนาการ Tokyo Disney Resort ตั้งอยู่ที่เมืองอุระยะซุ (Urayasu) จังหวัดจิบะ ซึ่งติดกับทางทิศตะวันออกของกรุงโตเกียว จากโตเกียวใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาที ภายในมีสวนสนุก 2 แห่งคือ Tokyo DisneyLand และ Tokyo DisneySea ซึ่งทั้งสองแห่งต้องซื้อตั๋วแยกกันนะคะ

KAWAGOE คาวาโงเอะ

ย่านบ้านเรือนโบราณ Kurazukuri
ย่านบ้านเรือนโบราณ Kurazukuri

คาวาโงเอะย่านบ้านเรือนโบราณ ที่มีเอกลักษณ์คือผนังของสิ่งปลูกสร้าง ส่วนใหญ่ทำมาจากดินเผาทาทับด้วยสีดำ เรียกว่า Kura-zukuri มีการอนุรักษ์โซนบ้านเรือนเก่าตลอดความยาว 400 เมตรของถนน Kurazukuri ไว้เป็นอย่างดี สามารถเดินเที่ยวชมได้ทุกช่วงเวลา และที่สำคัญสามารถเดินทางจากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 30 นาที

KIKKO WORLD HERITAGE มรดกโลกนิกโกะ

สะพานชินเคียว (Shinkyo)
สะพานชินเคียว (Shinkyo)

นิกโกะเป็นบริเวณที่ประกอบไปด้วยวัดพุทธ Rinnoji, ศาลเจ้าชินโต Futarasan, ศาลเจ้า Toshogu เป็นที่ตั้งของสุสานท่านโชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ และสุสาน Taiyuin ของ โทกุงาวะ อิเอมิตสึ มีสิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่ากว่าร้อยแห่ง ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมไม้เก่าแก่ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1999 มีรถ JR ที่ตรงจากโตเกียวและต่อรสบัสเพื่อเที่ยวชมแต่ละจดได้ ซึ่งจะใช้เวลาทั้งวันนะคะ

HITACHI SEASIDE PARK ฮิตาชิ ซีไซต์ พาร์ก

ฮิตาชิ ซีไซต์ พาร์ก (Hitachi Seaside Park)
ภาพ : http://en.hitachikaihin.jp

สวนดอกไม้ริมทะเลขนาดใหญ่ มีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดอิบารากิ ภายในสวนแบ่งออกเป็นหลายโซน และมีดอกไม้ประจำฤดูกาลหลายสายพันธุ์ที่ออกดอกให้ได้ชมกันทั้งปี โดยเฉพาะดอกนีโมฟีลา หรือ Baby Blue Eyes เมื่อบานเต็มที่ท้องทุ่งจะกลายเป็นสีฟ้าครามต้อนรับฤดูร้อนในช่วงปลายเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤษภาคม และดอกโคจิอะ หรือ Summer Cypress ที่มีลักษณะเป็นก้อนฟูๆ ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนกลายเป็นสีแดงเข้มในฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมง (รวมเวลาเดินทางรถไฟและต่อรสบัส)

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคคันโต ส่วนบทความถัดไปที่เราจะแนะนำไฮไลท์ภูมิภาคคันไซ อดใจรอสักหน่อยนะคะ (・∀・)

ที่มาและภาพ : เที่ยวญี่ปุ่น TOKYO & OSAKA

 

 

 

 

ยาที่ควรติดกระเป๋าเวลาไปต่างประเทศ

ยาที่ควรติดกระเป๋าเวลาไปต่างประเทศ

เตรียมตัวเที่ยวต่างประเทศ หากเพื่อนๆ กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั้นก็คือ “ยา” ที่ต้องพกติดกระเป๋าไปด้วย

ทำไมต้องเตรียมยาน่ะเหรอ? เพราะด้วยสภาพอากาศในต่างประเทศที่บ้านเขาต่างจากเรา หากไปในที่ที่อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้เราปรับตัวไม่ทัน ทำให้เราเจ็บป่วย ไม่สบาย นอกเหนือไปจากสภาพอากาศแล้ว ก็อาจจะมีเรื่องของอาหารการกินที่ต้องไปลุ้นเอาว่าจะถูกปากไหม อาจมีบางสถานที่ที่เราไม่เคยไปที่อาหารไม่ค่อยถูกปาก (หรือถูกท้อง) บ้าง ฉะนั้นควรพกยาไปด้วย เพื่อความอุ่นใจ

จะมียาอะไรที่ไม่ควรลืมบ้าง ไปดูกัน

1. ยาแก้ปวด ลดไข้ หรือมีไข้ระหว่างเดินทาง
2. ยานวดหรือแปะเพื่อคลายความเมื่อยล้า
3. ยาแก้เมารถ เมาเรือ ขณะโดยสารยานพาหนะ หรือหากว่ากลัวว่าระหว่างเดินทางจะมีอาการเมารถ เมาเรือก็ควรรับประทานยาก่อนเดินทางอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
4. ยาแก้ท้องเสีย / จุกเสียด อาการด้านระบบทางเดินอาหารที่มักเกิดยามท่องเที่ยว ส่วนใหญ่คือ ท้องเสีย จุกเสียด
5. ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก เช่น ยาลดน้ำมูก  Ephedrine ลดอาการคั่งของน้ำมูก, ยาแก้แพ้ Fexofenadine บรรเทาอาการ คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันตา และอาการลมพิษ ที่อาจเป็นช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ยาบางชนิดต้องมีใบรับรองแพทย์สั่งจ่ายยาให้
6. ยาโรคประจำตัวที่ขาดไม่ได้
(เตรียมเอกสารใบรับรองแพทย์ไปด้วยว่าคุณป่วยเป็นอะไร ยาที่พกไปมีอะไรบ้าง)
7. ยาอื่นๆ ที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้น

 

**ในบางประเทศจะห้ามนำยาบางชนิดเข้าประเทศ ควรศึกษาก่อนจะเดินทางให้ดี**

แต่หากเราไม่ได้นำยาไปแล้วเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา จะสื่อสารยังไงกับเภสัชฯ? ลองใช้แอปฯ ในบทความนี้ช่วยแทนดูนะ : วิธีเอาตัวรอดเมื่อไปต่างประเทศ คุยกับชาวต่างชาติด้วย App Google Translate กันเถอะ

เรื่อง : notto  DPlus Guide Team | ภาพ notto & ชนากาน กุลอึ้ง

5 แอพฯ ฟรี เที่ยวฮ่องกง

เที่ยวฮ่องกง แนะนำ 5 แอพพลิเคชั่นน่าใช้ในฮ่องกง

นอกจากการเปิดโรมมิ่ง หรือซื้อ SIM Card แล้ว แอพพลิเคชั่นที่ดีก็ช่วยให้การเดินทางของเพื่อนๆ ง่ายขึ้น แอพพลิเคชั่นที่ทางทีมงานขอแนะนำเป็นแอพพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งแอพพลิเคชั่นเหล่านี้เกี่ยวกับการเดินทางในฮ่องกง มีแอพพลิเคชั่นฟรีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยค่ะ

เที่ยวฮ่องกง แนะนำ 5 แอพพลิเคชั่นน่าใช้ในฮ่องกง

My Hong Kong Guide

แอพพลิเคชั่นของการท่องเที่ยวฮ่องกงที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในย่านต่างๆ รวมถึงงานอีเว้นต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น และยังมี E-Coupons ส่วนลดที่ใช้ได้ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก และห้างต่างๆ ที่ฮ่องกง

แอพพลิเคชั่น My Hong Kong Guide สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ IOS และระบบ ANDROID

 

MTR Mobile

แอพพลิเคชั่นของรถไฟฟ้าฮ่องกง ช่วยวางแผนการเดินทางให้ง่ายขึ้น สะดวกด้วยการค้นหาสถานที่ ดูว่าอยู่ใกล้สถานีไหน และต้องออกทางใด นอกจากนี้ยังรวมไปถึงข้อมูลรถไฟฟ้างรางเบา (Light Rail) ที่ใช้กันในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของฮ่องกงด้วย

แอพพลิเคชั่น MTR Mobile สามารถดาวน์โหลดทั้งในระบบ IOS และระบบ ANDROID

 

HKeTransport

แอพพลิเคชั่นสำหรับค้นหาและเปรียบเทียบวิธีการเดินทาง จากราคาและเวลาที่ใช้ เพียงกรอกชื่อสถานที่ตั้งต้น และปลายทางก็จะแสดงรายการวิธีเดินทางให้เลือก โดยบอกสายรถ, ป้ายรถ, ทางออก MTR ให้ทราบด้วย

แอพพลิเคชั่น HKeTransport สามารถดาวน์โหลดทั้งในระบบ IOS และระบบ ANDROID

 

HK Ferry

แอพพลิเคชั่นสำหรับตรวจสอบรอบการเดินเรือ ทั้งจากฝั่งเกาลูน เกาะฮ่องกง และเกาะต่างๆ โดยแสดงรอบการเดินเรือในวันจันทร์-เสาร์ และวันอาทิตย์ ที่มีเวลาต่างกัน รวมถึงค่าโดยสาร และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางด้วย

แอพพลิเคชั่น HK Ferry สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ ANDROID นะคะ

 

MyObservatory

แอพพลิเคชั่นของหอสังเกตการณ์ฮ่องกงที่แจ้งสภาพอากาศทั้งในเวลาปัจจุบันและพยากรณ์อากาศล่วงหน้าถึง 9 วัน พร้อมมีบริการแจ้งเตือนเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ ในเมือง เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้, พายุ ฯลฯ แอพพลิเคชั่นนี้ควรมีติดไว้นะคะ โดยเฉพาะเมื่อไปเที่ยวในช่วงมรสุม เพราะถ้าขึ้นเตือนถึงระดับ 8 สถานที่ท่องเที่ยวมักจะปิดให้บริการค่ะ

แอพพลิเคชั่น MyObservatory ทั้งในระบบ IOS และระบบ ANDROID

 

หากใครกำลังมีแพลนเดินทางไปเที่ยวฮ่องกง อย่าลืมดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเหล่านี้เพื่อเป็นตัวช่วยให้ทริปการเดินทางของเพื่อนๆ นั้นราบรื่นและสะดวกสบายกันนะคะ

ที่มาและภาพ : เที่ยว เฮ เปย์ กิน ฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น

มิชลินสตาร์มาแล้ว! เผยรายชื่อ 17 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ รับรางวัล “ดาวมิชลิน”

ประกาศผลแล้ว 17 ร้านอาหารรางวัลดาวมิชลินในกรุงเทพฯ ครั้งแรกในไทย!

เป็นครั้งแรกที่ มิชลินไกด์ หรือคู่มือแนะนำร้านอาหารโดยมิชลิน ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีในทุกแง่มุมเพื่อเฟ้นหาสุดยอดร้านอาหารที่โดดเด่นและผ่านหลักเกณฑ์ของมิชลินว่าควรค่าแก่การชิมสำหรับนักเดินทาง จนกลายมาเป็นรางวัลการันตีคุณภาพของร้านอาหารทั่วโลก ได้มาเยือนยังประเทศไทย เพื่อจัดอันดับ “ร้านอาหารที่ควรค่าแก่การชิมในกรุงเทพมหานคร” สำหรับบรรจุลงคู่มือมิชลินไกด์ ฉบับกรุงเทพมหานคร

ขอแสดงความยินดีกับ 17 ร้านอาหารที่ได้รับ รางวัลดาวมิชลิน (Michelin Star) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยร้านอาหารที่ได้รับ “รางวัล 2 ดาวมิชลิน” จำนวน 3 ร้าน และร้านอาหารที่ได้รับ “รางวัล 1 ดาวมิชลิน” จำนวน 14 ร้านด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนี้มี ร้านเจ๊ไฝ ประตูผี เจ้าของเมนูไข่เจียวปูและราดหน้าทะเลอันโด่งดัง เป็นร้านอาหารไทยร้านเดียวที่เป็นสตรีทฟู้ด (ร้านอาหารริมทาง) ได้รับรางวัลนี้ด้วย

ประกาศผล 17 ร้านอาหารรางวัลดาวมิชลินในกรุงเทพฯ

ร้านอาหารที่ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน ได้แก่

– Gaggan – 2 ดาวมิชลิน
– Le Normandie at The Mandarin Oriental Hotel – 2 ดาวมิชลิน
– Mezzaluna at The Lebua Hotel – 2 ดาวมิชลิน

ร้านอาหารที่ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ได้แก่

– Bo.lan (โบ.ลาน) – 1 ดาวมิชลิน
Chim by Siam Wisdom – 1 ดาวมิชลิน
Nahm at The Como Metropolitan – 1 ดาวมิชลิน
Elements at The Okura Prestige – 1 ดาวมิชลิน
Ginza Sushi-Ichi – 1 ดาวมิชลิน
J’AIME by Jean-Michel Lorain – 1 ดาวมิชลิน
Jay Fai (เจ๊ไฝ) – 1 ดาวมิชลิน
L’Atelier de Joël Robuchon – 1 ดาวมิชลิน
Paste – 1 ดาวมิชลิน
Saneh Jaan (เสน่ห์จันทน์) – 1 ดาวมิชลิน
Savelberg at The Oriental Residence – 1 ดาวมิชลิน
Sra Bua by Kiin Kiin (สระบัว บาย กิน กิน) at The Siam Kempinski Hotel – 1 ดาวมิชลิน
Sühring (ซูห์ริง) – 1 ดาวมิชลิน
Upstairs at Mikkeller – 1 ดาวมิชลิน

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภท บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) หรือร้านอาหารยอดเยี่ยมในราคาย่อมเยา อีก 35 ร้าน และมีร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารง่ายๆ ที่ได้คุณภาพ เรียกว่า The Plate MICHELIN อีก 76 ร้านทั่วกรุงเทพ ซึ่งสามารถติดตามได้ในเว็บไซต์หลักของ The Michelin Guide

ดาวมิชลินคืออะไร?

ดาวมิชลินคือระดับผลการประเมินร้านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมิชลินไกด์ ซึ่งจะมอบ “ดาวมิชลิน” ให้แก่ร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญของมิชลินไกด์เท่านั้น

ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมี 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ร้านที่ได้ 1 ดาว หมายถึง ร้านที่อร่อยมากเมื่อเทียบกับร้านประเภทเดียวกัน คุ้มค่าแก่การแวะชิม, ร้านที่ได้ 2 ดาว คือ ร้านที่อร่อยเลิศคุ้มค่ากับการขับออกนอกเส้นทางเพื่อไปชิม และ ร้านที่ได้ 3 ดาว คือร้านที่มั่นใจได้ว่ายอดเยี่ยมเหนือคำบรรยายควรค่าแก่การเป็นจุดหมายเพื่อให้ได้ไปชิมสักครั้ง

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่ได้รับการจัดประเภทให้เป็น Bib Gourmand ซึ่งหมายถึง ร้านอาหารที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ในคาราต่ำกว่ามาตรฐานสูงสุดของท้องถิ่นนั้นๆ และการจัดประเภทให้เป็น The Plate MICHELIN ซึ่งหมายถึง ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูง่ายๆ คุณภาพดี บรรจุอยู่ในหนังสือมิชลินไกด์ด้วย

The Michelin Star Rating System

เกณฑ์การให้ดาวมิชลิน

ดาวมิชลินจะถูกมอบให้เฉพาะร้านอาหารที่มีความโดดเด่นและสามารถผ่านหลักเกณฑ์ 5 ประการ ได้แก่

1. คุณภาพของวัตถุดิบ
2. ความชำนาญและเทคนิคในการประกอบอาหาร
3. อัตลักษณ์ของเชฟที่สะท้อนอยู่ในอาหาร
4. ความคุ้มค่าสมราคา
5. ความเสมอต้นเสมอปลายของคุณภาพและรสชาติอาหาร

ร้านอาหารต่างๆ จะได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือ “Inspector” ของมิชลินไกด์ ซึ่งจะไปชิมอาหารแบบไม่เปิดเผยตัว จ่ายค่าอาหารตามปกติโดยไม่เปิดเผยตัวตนจนกว่าจะจ่ายค่าอาหาร และใช้บุคลากรทั้งชายและหญิงในทุกชนชาติ เพื่อความเป็นกลาง และถึงกับมีการประชุมเพื่อตัดสินว่าจะมอบดาวมิชลินให้แก่ร้านใด

ดาวมิชลิน จึงเป็นเสมือนการันตีคุณภาพของร้านอาหารและภัตตาคารด้วยเกณฑ์การประเมินที่ได้มาตรฐานที่สุดในโลกรูปแบบหนึ่ง ร้านอาหารหรือภัตตาคารที่ได้รับดาวมิชลินจะเป็นที่รู้จักขึ้นมากทั้งต่อบุคคลทั่วไป และจะกลายเป็นจุดหมายสำคัญจุดใหม่ของเหล่านักชิมและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเลยทีเดียว

การจัดทำ มิชลินไกด์ ฉบับกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของมิชลินไกด์ ที่มาเก็บข้อมูลในประเทศไทยเพื่อทำคู่มือมิชลินไกด์ฉบับของประเทศไทยโดยเฉพาะ ทำให้ประเทศไทยเป็นเป็นประเทศที่ 5 ในเอเชียที่มีมิชลินไกด์เป็นของตัวเอง ถัดจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน และสิงค์โปร์

ไปดูรายการร้านอาหารและภัตตาคารทั้งหมดที่ได้รับรางวัลที่เว็บไซต์หลักของ The Michelin Guidehttps://guide.michelin.com/th/en/bangkok/restaurants

ไหนๆ ก็มีมิชลินไกด์มาทำคู่มือถึงบ้านเราแล้ว ใครอยู่ใกล้ร้านไหน อย่าลืมไปลิ้มลองรสชาติระดับมาตรฐานโลกกันนะคะ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
แนะนำ 10 ร้านเด็ด ที่ฮ่องกง ระดับรางวัล Michelin Star!!

เรียบเรียง: naNutt DPlus Guide Team | ที่มาภาพและข้อมูล : Facebook Michelin Guide Thailand

วันพ่อเข้าฟรี ดูฟรี! โชว์จับงู-รีดพิษงู ที่สวนงู สถานเสาวภา 5-7 ธ.ค. นี้

วันพ่อเข้าฟรี ดูฟรี! จับงู-รีดพิษงู ที่สวนงู สถานเสาวภา 5-7 ธ.ค. นี้

วันพ่อแห่งชาติปีนี้ ขอแนะนำสถานที่เที่ยวกรุงเทพฯ แบบได้สาระความรู้และความน่าตื่นตาตื่นใจใกล้ๆ สวนลุมพินี ที่ สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นเวลา 3 วันต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ 5-7 ธ.ค. นี้

เนื่องในโอกาสวันสำคัญ ได้แก่ วันที่ 5 ธ.ค. ตรงกับวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ และวันที่ 7 ธ.ค. เป็นวันคล้ายวันสถาปนา สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ครบ 95 ปี สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จะเปิดให้เข้าชมสวนงูฟรี ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคมนี้ เวลา 09.30 – 15.30 น.

วันที่ 5 ธันวาคม โชว์จับงู เวลา 11:00 น. และ 14:30 น.
วันที่ 6-7 ธันวาคม โชว์รีดพิษงู 11:00 น. และโชว์จับงู 14:30 น.

วันพ่อเข้าฟรี ดูฟรี! จับงู-รีดพิษงู ที่สวนงู สถานเสาวภา 5-7 ธ.ค. นี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดให้เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจของ สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย Snake Farm – QSMI

สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เป็นสถานที่ให้บริการประชาชน นักท่องเที่ยว และหน่วยงานต่างๆ ทางด้านวิชาการเกี่ยวกับงู เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ มีจัดนิทรรศการและตู้จัดแสดงงู ให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของงูต่อระบบนิเวศวิทยา และให้ความรู้เกี่ยวกับงูพิษ อาการแสดงของการถูกงูพิษกัด การปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด การรักษา และการระวัง ฯลฯ ตลอดจนการแสดงการจับงู และการรีดพิษงูอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่ผู้เข้าชม

ราคาตั๋วเข้าชม  ในเวลาปกติ นอกเหนือจากเวลาที่เปิดให้เข้าชมฟรี
ราคา: ราคา
ชาวไทย:
– เด็ก คนละ 10 บาท
– ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท
– นักเรียน นักศึกษา (แสดงบัตร) คนละ 20 บาท

ชาวต่างชาติ:
– เด็ก คนละ 50 บาท
– ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท

สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสถานีสีลม หรือรถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง ออกทางออกที่ 3 เดินไปตามถนนพระราม 4 จนถึงแยกอังรีดูนังค์ จากทางแยกเดินไปต่ออีกประมาณ 100 เมตร สถานเสาวภาจะอยู่ทางขวามือ
เว็บไซต์:  www.saovabha.com
GPS: 13.732327, 100.532472

ที่มาภาพและข้อมูล : Facebook The Thai Red Cross Society

เที่ยวฮ่องกง เที่ยวย่านไหนดี?

เที่ยวฮ่องกง เที่ยวย่านไหนดี … นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเที่ยวใน เขตเกาลูน และ เกาะฮ่องกง เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ใกล้กัน ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ทำให้เดินทางได้สะดวกใช้เวลาไม่นานก็ไปได้ครบทุกที่ ซึ่งแต่ละที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน

ทีมงานขอแนะนำย่านท่องเที่ยวต่างๆ ที่ไม่ควรพลาด มาดูกันสิว่าแต่ละย่านนั้นมีสถานที่ใดบ้าง เริ่มจาก…

เขต KOWLOON

ย่าน Tsim Sha Tsui

หอนาฬิกา Clock Tower
หอนาฬิกา Clock Tower

ศูนย์กลางเมืองใหญ่ใจกลางเกาลูน เต็มไปด้วยตึกสูงตระหง่าน ที่ตั้งของโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารชื่อดังมากมาย และสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Avenue of Stars, Hong Kong Space Museum, หอนาฬิกา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่นี่ยังเป็นจุดชมโชว์ A Symphony of Lights แสงสีเสียงตระการตา อันเป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาด

ย่าน Mong Kok

ถนนรองเท้าผ้าใบ Fa Yuen Street
ถนนรองเท้าผ้าใบ Fa Yuen Street

ย่านช้อปปิ้งที่อยู่ตามตรอกซอกซอยให้เลือก Shop กันตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ไปจนถึงค่ำ มีทั้งถนนรองเท้าผ้าใบ, ตลาดขายดอกไม้, ปลาทอง รวมไปถึงอุปกรณ์ไอที, ฟิกเกอร์ และของเล่นที่ราคาย่อมเยา ถ้าใครชอบหลงทางบ่อยๆ มาเดินที่นี่แล้วอาจหลงได้ เพราะถนนหนทางเหมือนกันไปหมด (≖‿≖ ;)

ย่าน Wong Tai Sin

วัดหว่องไทซิน (Wong Tai Sin Temple)
วัดหว่องไทซิน (Wong Tai Sin Temple)

ออกจากตัวเมืองไม่ไกลนัก ย่านนี้แม้ไม่คึกคักเหมือนใจกลางเมือง แต่ก็มีสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาก็คือ วัด  หว่องไทซิน วัดสามศาสนา (เต๋า พุทธ ขงจื่อ) ซึ่งเป็นที่นิยมของทั้งชาวจีนและชาวไทย

เกาะฮ่องกง HONG KONG ISLAND

ย่าน Central

ตึก Bank of China อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของฮ่องกง
ตึก Bank of China อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของฮ่องกง

ศูนย์กลางเกาะฮ่องกงเต็มไปด้วยตึกมากมาย เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการท่องเที่ยวบนเกาะฮ่องกง เพราะรถไฟฟ้าจากฝั่งเกาลูนจะมาสุดสายที่นี่ และยังมีท่าเรือไปยังเกาะต่างๆ อีกด้วย พื้นที่บริเวณนี้อยู่บนเชิงเขาจึงอาจต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ บ้าง แต่มีทางลัดคือ Central-Mid-Levels Escalator เป็นบันไดเลื่อนขึ้นไปด้านบนได้

ย่าน Wan Chai และ ย่าน Causeway Bay

ประติมากรรมดอกชงโคสีทอง (Golden Bauhinia Square)
ประติมากรรมดอกชงโคสีทอง (Golden Bauhinia Square)

ย่านช้อปปิ้งที่คึกคักที่สุดบนเกาะฮ่องกง มีสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารชื่อดังให้เลือกมากมาย

ยอดเขา The Peak

จุดชมวิว The Sky Terrace 428
จุดชมวิว The Sky Terrace 428

เยือนจุดสูงสุดของเกาะฮ่องกง บนยอดเขาวิคตอเรียพีคที่สามารถชมทัศนียภาพของฮ่องกงทั้งสองฝั่งได้อย่างเต็มตา เดินทางง่ายด้วยกระเช้าไฟฟ้าพีคแทรมขึ้นไปถึงด้านบน

ย่าน Southern District

ศาลเจ้าแม่กวนอิม Kwun Yam Shrine
ศาลเจ้าแม่กวนอิม Kwun Yam Shrine

ดินแดนฝั่งใต้ของเกาะฮ่องกง มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ กระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สวนสนุก Ocean Park, เจ้าแม่กวนอิมที่หาด Repulse Bay, ตลาด Stanley หรือแม้แต่เส้นทางพิชิตยอดเขาชื่อดังอย่าง Dragon’s back ย่านนี้ต้องเลือกว่าจะไปจุดไหน เพราะแต่ละที่อยู่ห่างกัน และใช้เวลาในแต่ละแห่งค่อนข้างนาน

เขต NEW TERRITORIES

ย่าน Sha Tin

วัดกังหันแชกุงหมิว (Che Kung Temple)
วัดกังหันแชกุงหมิว (Che Kung Temple)

ออกจากตัวเมืองมาไม่ไกลนัก ย่านนี้มีคนพลุกพล่านพอสมควร มีวัดดังที่หลายคนรู้จักก็คือ วัดกังหันแชกุงหมิว รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอย่าง Hong Kong Heritage Museum นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำ Shing Mun ไปตามเส้นทางต่างๆ ด้วย

ย่าน Tai Po

ตรอก Fu Shin Street
ตรอก Fu Shin Street

แม้ว่าไทโปจะเป็นเมืองที่มีชาวฮ่องกงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น แต่ด้วยพื้นที่สีเขียวกินบริเวณกว้างจึงมีอากาศสดชื่นตลอดเวลา จัดเป็นพื้นที่ที่มีมลพิษต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของฮ่องกง ที่นี่อาจมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก แต่ถ้าอยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น แนะนำให้ลองมาค่ะ ที่เมืองนี้ยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกงด้วย

ย่าน Yuen Long

ห้องเรียนโบราณ Kun Ting Study Hall
ห้องเรียนโบราณ Kun Ting Study Hall

ขึ้นไปทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ New Territories ที่นี่เราจะได้ย้อนรอยมรดกวัฒนธรรมของชาวจีนตามเส้นทางมรดกทางวัฒนธรรมผิงซาน ดูสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของคนใสสมัยนั้น ที่นี่ยังมีรถไฟรางเบา ต่างจากรถไฟฟ้าในตัวเมืองอย่างไรนั้น เพื่อนๆ ต้องมาลองด้วยตัวเองค่ะ

ย่าน Sai Kung

พิพิธภัณฑ์ Volcano Discovery Centre
พิพิธภัณฑ์ Volcano Discovery Centre

ย่านนี้มีชื่อเสียงในด้านอาหารทะเลสดใหม่ มีร้านอาหารทะเลริมท่าเรือตลอดทางสายชิมไม่ควรพลาดค่ะ นอกจากนี้เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนทางฝั่งตะวันออกของ Sai Kung เคยมีภูเขาไฟระเบิด จนทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นในโลก สามารถชมนิทรรศการได้ที่ Volcano Discovery Centre

เกาะต่างๆ

เกาะ Lantau Island

สวนสนุก Hong Kong Disneyland
สวนสนุก Hong Kong Disneyland

เกาะลันเตาเป็นอีกจุดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นที่ตั้งของสวนสนุกชื่อดังอย่างฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รวมถึงการนั่งกระเช้า Ngong Ping 360 ไปยังหมู่บ้านนองปิง สักการะพระใหญ่บนยอดเขา เรียกได้ว่าถ้าใครมาฮ่องกงแล้วไม่แวะเกาะลันเตา ก็เหมือนมาไม่ถึง

เกาะ Cheung Chau Island

กิจกรรมปีนหอคอยซาลาเปา
ภาพประกอบ : Wrightbus via Wikimedia Commons

เกาะเล็กๆ  ที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะลันเตา เป็นเกาะที่มีขนบธรรมเนียมอันเก่าแก่ เมื่อถึงเทศกาลซาลาเปาอันขึ้นชื่อของเกาะนี้ จะมีกิจกรรมปีนหอคอยซาลาเปานักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดค่ะ นอกจากนี้บนเกาะยังมีเส้นทางเดินเขาระยะสั้นๆ ให้ชมธรรมชาติ ดูหินรูปร่างแปลกตาพร้อมสูดอากาศดีๆ ริมทะเลด้วยนะคะ

เกาะ Lamma Island 

วัดทินโห่ว (Tin Hau Temple) ฝั่งซอกกวูวาน (Sok Kwu Wan)
วัดทินโห่ว (Tin Hau Temple) ฝั่งซอกกวูวาน (Sok Kwu Wan)

เกาะนี้ใหญ่เป็นอันดับสามของฮ่องกง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติมือใหม่ที่อยากลองเดินเขาระยะสั้นดูสักครั้ง บนเกาะมีทางที่เดินง่าย และยังมีร้านอาหารอร่อยของครอบครัวโจวเหวินฟะ ดาราดังของฮ่องกงอีกด้วย เกาะขึ้นชื่อเรื่องซีฟู้ดที่สดใหม่ตรงถึงเกาะทุกวัน สายชิมไม่ควรพลาด

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับย่านและสถานที่แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในฮ่องกง สำหรับใครที่กำลังมีแพลนเดินทางไปเที่ยวฮ่องกงอยากจะลองแวะไปสัมผัสกับธรรมชาติ, ไหว้พระขอพร หรือแม้แต่ช้อปปิ้งสินค้าราคาถูก ก็สามารถเลือกย่านที่ทางทีมงานแนะนำกันได้นะคะ (´◠ω◠`)

 

บทความที่เกี่ยวข้อง : เที่ยวฮ่องกงต้อง…กินอะไร ทำอะไร ที่ไหนดี?
บทความที่เกี่ยวข้อง : ธรรมเนียมการกินอาหารที่ฮ่องกง รู้ไว้ก่อนไป จะได้ไม่ Shock!
บทความที่เกี่ยวข้อง : แนะนำ บะหมี่ 7 ร้านดังที่ ฮ่องกงที่ต้องไปตำ
บทความที่เกี่ยวข้อง : แนะนำ 10 ร้านเด็ด ที่ฮ่องกง ระดับรางวัล Michelin Star!!
บทความที่เกี่ยวข้อง : ฮ่องกงใกล้ๆ 3 วัน 2 คืนก็ไปได้ชิลๆ

ที่มาและภาพ : เที่ยว เฮ เปย์ กิน ฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น

เที่ยวเซี่ยงไฮ้ แอพพลิเคชั่นสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน

เที่ยวเซี่ยงไฮ้ แอพพลิเคชั่นสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน

เที่ยวจีน เมืองเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเซี่ยงไฮ้มีรถไฟใต้ดินที่ครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างถี่ยิบ และขยันสร้างเพิ่มกันรัวๆ แทบจะเรียกว่าเปิดใหม่ปีละเป็นสิบสถานี ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินที่เซี่ยงไฮ้สะดวกสบายมากกว่านั่งรสบัสอีก

บนสมาร์ทโฟนก็มีแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้เราเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเซี่ยงไฮ้ได้ง่ายขึ้นอยู่หลายตัว ขอแนะนำแอพฯ Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro) ของ Mapway ค่ะ เพราะนอกจากจะฟรีแล้วยังมีข้อดีตรงที่มีชื่อสถานีภาษาจีนให้เราดูในหน้าแผนที่ด้วยนะ

แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro)
แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro) สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ IOS นะคะ

แอพพลิเคชั่นนี้สามารถใช้ดูเส้นทางรถไฟใต้ดินจากจุดที่เราอยู่ไปยังสถานีต่างๆ หรือจะระบุชื่อสถานีหรือสถานที่ที่เป็นจุดหมายของเรา แล้วให้แอพฯ หาว่าต้องไปขึ้นที่สถานีไหน ต้องขึ้นสายไหน และเปลี่ยนสาย-ต่อสายที่ตรงไหน จากตำแหน่งปัจจุบันที่เราอยู่ได้ด้วย

แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro)

แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro)

แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro)

แอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro)

หากใครที่มีแพลนกำลังจะเดินทางไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ อย่าลืมดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Shanghai Metro Map and Route Planner (SH Metro) ได้ที่ระบบ iOS นะคะ

ที่มาและภาพ : Shanghai เซี่ยงไฮ้+หางโจว & ซูโจว เที่ยวมหานครทันสมัยของจีน

เที่ยวเกาหลี เที่ยวโซล แชร์ประสบการณ์เช่าชุดฮันบกฟรี ถ่ายรูปสวยๆ ที่พระราชวังเคียงบก

เที่ยวเกาหลี เที่ยวโซล เดินทางไปเที่ยวเกาหลีทั้งทีก็ต้องหาโอกาสลองใส่ชุดฮันบกถ่ายรูปสวยๆ กับเขาสักครั้งนึงใช่ไหมล่ะคะ ทีมงานจึงขอแชร์ประสบการณ์ เช่าชุดฮันบก ฟรี! มาฝากเพื่อนๆ ค่ะ ซึ่งในช่วงที่ผู้เขียนไปเที่ยวเกาหลีนั้นเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดีเลย ถ่ายรูปในโซลสวยๆ โรแมนติกมั่กๆ (≧◡≦)

จะเช่าชุดฮันบกฟรีได้ยังไง ต้องใช้วิธีไหน เรามาดูกันเลยดีกว่า…

จุดเริ่มต้นที่ให้ได้เช่าชุดฮันบกฟรีนั้น แวะไปช้อปปิ้งที่ ห้างสรรพสินค้าชินเซเกะ (Shinsegae) ย่านเมียงดง ก่อนเลยค่ะ

ห้างสรรพสินค้าชินเซเกะจะเชื่อมกับทางออก 7 รถไฟใต้ดินสถานี Hoehyeon ค่ะ
ห้างสรรพสินค้าชินเซเกะจะเชื่อมกับทางออก 7 รถไฟใต้ดินสถานี Hoehyeon ค่ะ

หลายคนคงนึกในใจ อ้าววว ทำไมต้องไปที่ห้างนี่ก่อนล่ะ!? นั่นก็เพราะเราต้องแวะไปช้อปให้ครบ $10 (หรือประมาณ 350 บาทไทยเท่านั้น) เพื่อจะได้คูปองเช่าชุดฮันบกฟรีค่ะ จริงๆ แล้วนอกจากจะเช่าชุดฮันบกฟรีแล้ว ยังมีคูปองขึ้นโซลทาวเวอร์ฟรีแนบมาพร้อมกันด้วยนะคะ

สำหรับใครที่อยากได้คูปองแบบนี้บ้าง อย่าลืมแวะไปห้างชินเซเกะ ย่านเมียงดงนะคะ โดยเฉพาะชั้นที่ 8-12 จะเป็นโซน Duty Free ด้วยค่ะ

ชั้นที่ 8 ของห้าง Shinsegae ค่ะ ตามรอยซีรีย์ The Legend of Blue Sea
ที่ชั้น 8 ของห้าง Shinsegae ค่ะ แอบแวะมาตามรอยซีรีส์ The Legend of Blue Sea กันได้ด้วยนะ (≧▽≦)

จุดนี้สำคัญ!! ไม่ใช่แค่ช้อปๆ แล้วเอาใบเสร็จทั่วไปไปแลกคูปองได้เลยนะคะ แต่ตอนที่เราชำระเงินค่าสินค้าเราจะต้องยื่นพาสปอร์ตพร้อมโชว์ Booking สายการบินขากลับให้แคชเชียร์ด้วยค่ะ ใครที่มีแอพพลิเคชั่นของสายการบิน ก็เปิดออกมาโชว์ได้เลย และอย่าลืมตั้งภาษาที่แอพพลิเคชั่นให้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทั้งเขาทั้งเราอ่านรู้เรื่องด้วยนะคะ

ตัวอย่างใบเสร็จของห้าง Shinsegae ที่แสดงชื่อ, เลขที่พาสปอร์ต และวันเดินทางกลับพร้อมเลขที่ไฟลท์ค่ะ
ตัวอย่างใบเสร็จของห้าง Shinsegae หลังจากช้อปเสร็จแล้ว จะแสดงชื่อ, เลขที่พาสปอร์ต และวันเดินทางกลับพร้อมเลขที่ไฟลท์ค่ะ

เมื่อช้อปปิ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ขึ้นมาที่ชั้น 12 ติดต่อขอรับ Voucher หรือคูปองเช่าชุดฮันบกและขึ้นโซลทาวเวอร์ฟรี ที่ Customer Service ได้เลยค่ะ

บริเวณชั้นที่ 12 Customer Service ห้าง Shinsegae ค่ะ
บริเวณชั้นที่ 12 จะมีเคาน์เตอร์ Customer Service ห้าง Shinsegae ค่ะ

มาถึงแล้วกดรับบัตรคิวกันก่อน เลือกที่หัวข้อที่ 2 “Gift” จากนั้นก็รอพนักงานเรียกคิวก่อนนะคะ

กดที่ "Gift" รอพนักงานเรียกคิวก่อนนะคะ
มาถึงแล้วก็กดบัตรคิวกันก่อน

ได้บัตรคิวมาแล้ว นั่งรอเรียกคิวสักครู่

ได้บัตรคิวมาแล้ว นั่งรอเรียกคิวสักครู่ (วันนั้นโชคดีมากคนไม่ค่อยเยอะเท่าไร กดคิวปุ๊บ เรียกปั๊บเลย) จากนั้นก็ยื่นพาสปอร์ตของเราให้เขาตรวจสอบ ก็จะได้คูปองมาแล้วค่ะ

ได้ Voucher มาแล้ว
ได้ Voucher มาแล้ววว ヽ(゜∇゜)ノ
ภายใน Voucher ที่ได้มา 1 ชุด จะมี 2 คูปองนะคะ ได้แก่คูปองเช่าชุดฮันบกฟรี กับคูปองขึ้นโซลทาวเวอร์ฟรีค่ะ

ภายใน Voucher จะมี 2 คูปองคือ  คูปองสำหรับเช่าชุดฮันบกฟรี และขึ้นโซลทาวเวอร์ในชั้น 5 ฟรี  สำหรับร้านเช่าชุดฮันบกฟรี จะมีให้เราเลือกเช่าได้ 4 ร้านคือ

  • HANBOKNAM HANBOK RENTAL
  • GYEONGBOKGUNG HANBOK RENTAL
  • ABC HANBOK RENTAL
  • HANBOKNAM (สาขา Trick Eye Museum)

ทีมงานเลือกร้าน HANBOKNAM HANBOK RENTAL ร้านนี้อยู่ใกล้ๆ บริเวณ หมู่บ้านบุกชนฮันอก ค่ะ และยังอยู่ใกล้กับ พระราชวังเคียงบก (Gyeongbok Palace) อีกด้วย อ้อ หากใครเช่าชุดร้านนี้แล้วจะไปพระราชวังเคียงบกต่อ อาจต้องเผื่อเวลาเดินไปเที่ยวพระราชวังเคียงบก และเวลากลับมาคืนชุดหน่อยนะคะ

คูปองนี้สามารถเช่าชุดฮันบกได้ฟรี 2 ชั่วโมง (ทำผมฟรีด้วยนะ) แต่หากต้องการเครื่องประดับเพิ่มเติม เช่น ที่คาดผม, ดอกไม้ประดับผม, กระเป๋า, รองเท้า ต้องเสียเงินเพิ่มเองต่างหากตามราคาของร้านนะคะ

และสำหรับใครทีไม่ได้แวะไปช้อปที่ห้าง Shinsegae ก็สามารถเช่าชุดที่ร้าน HANBOKNAM ได้เช่นกัน โดยราคาจะเริ่มต้นให้เช่าชุดที่ 20,000 วอน (1 ชั่วโมง 30 นาที) ค่ะ

ถึงแล้วค่ะ บริเวณหน้าร้าน "HANBOKNAM HANBOK RENTAL"
ถึงแล้วค่ะ บริเวณหน้าร้าน “HANBOKNAM HANBOK RENTAL”
ถึงหน้าร้าน HANBOKNAM แล้วลงบันไดเลยค่ะ
ถึงหน้าร้าน HANBOKNAM แล้วลงบันไดเลยค่ะ
แท็กข้อมือของร้าน HANBOKNAM
แท็กข้อมือของร้าน HANBOKNAM

เมื่อมาถึงที่ร้าน HANBOKNAM ยื่นคูปองเช่าชุดฮันบกให้พนักงานที่ร้านเลยค่ะ พนักงานที่ร้านจะแจกแจงให้เราทราบว่า สามารถเช่าฮันบกได้ฟรี 2 ชั่วโมง พร้อมทั้งจะระบุเวลาที่สามารถเช่าชุดฮันบกโดยจะติดแท็กที่ข้อมือของเรา และทางร้านจะเก็บพาสปอร์ตของเราไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ พร้อมแล้วก็เอาข้าวของสัมภาระมาเก็บไว้ในล็อกเกอร์ แล้วขึ้นไปชั้น 2 เพื่อเลือกชุดฮันบกกันค่ะ

ที่ร้าน HANBOKNAM มีล็อคเกอร์ให้เก็บสัมภาระ ไม่ต้องกลัวของหายนะคะ
ที่ร้าน HANBOKNAM มีล็อคเกอร์ให้เก็บสัมภาระ ไม่ต้องกลัวของหายนะคะ

ชุดพร้อม คนพร้อม จากร้านเช่า เราวางแผนกันไว้อย่างรอบคอบว่าจะเดินไปแชะรูปกันที่พระราชวังเคียงบกกันค่ะ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเกาหลี้เกาหลี มีวิวสวยๆ เหมาะกับชุดฮันบกที่เช่ามา แถมยังอยู่ใกล้กับร้านเช่าชุด จะได้มีเวลาถ่ายรูปเยอะๆ

ในช่วงที่เราไปพระราชวังเคียงบกนั้น คนค่อนข้างเยอะพอสมควร อย่าลืมคำนวณเวลาที่จะใช้ถ่ายภาพกรณีมีคนตามสถานที่ท่องเที่ยวเยอะๆ เข้าไปด้วยและบริหารเวลาให้ดีนะคะ

ถึงพระราชวังเคียงบกแล้วค่ะ
ถึงพระราชวังเคียงบกแล้วค่ะ
บริเวณพระราชวังเคียงบก
ถ่ายรูปรัวๆ กันไปเลย (/ ゚▽゚)/
ภายในพระราชวังเคียงบก
ภายในพระราชวังเคียงบกค่ะ

หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจอยากลองเช่าชุดฮันบกฟรีแบบนี้บ้าง ก็รีบแวะไปช้อปที่ห้าง Shinsegae กันหน่อยนะคะ เพราะ คูปองนี้ใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2560 นี้เท่านั้นค่ะ

ตัวอย่าง Voucher ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ : www.visitkorea.com.my

ห้างสรรพสินค้าชินเซเกะ (Shinsegae)
เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 10:30-20:00 น., วันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุด เวลา 10:30-20:30 น.
การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 4 สถานี Myeong-dong ทางออก 5, 4 เดินตรงมาเจอสี่แยกเลี้ยวขวา / รถไฟใต้ดิน Line 4 สถานี Hoehyeon ทางออก 7 จะเชื่อมกับทางเข้าห้างสรรพสินค้าชินเซเกะค่ะ
เว็บไซต์:  shinsegae.com
GPS: 37.56089, 126.98112

พระราชวังเคียงบก (Gyeongbokgung Palace)
เวลาเปิด-ปิด: 09:00-18:00 น. (ปิดวันอังคาร)
ราคา: ค่าเข้า 3,000 วอน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 3 สถานี Gyeongbokgung ทางออก 5
เว็บไซต์:  www.royalpalace.go.kr
GPS: 37.57802, 126.97687

ร้าน HANBOKNAM HANBOK RENTAL
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-20:30 น.
การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Anguk ทางออก 1 เดินเข้าถนน Yunposun-gil ตรงมาเรือยๆ ประมาณ 300 เมตร เลี้ยวซ้ายแยกที่สอง เข้าสู่ถนน Yulgok-ro 3-gil จากนั้นเจอให้เลี้ยวขาว เมื่อเจอห้าแยกให้ข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม เดินตรงเข้าซอยจะเจอร้าน since KIEHL’S 1851 ด้านซ้ายมือ ให้เดินเลียบมาทางซ้าย เดินตรงมาประมาณ 50 เมตร จะเจอร้านอยู่ซ้ายมือค่ะ
เว็บไซต์:  hanboknam.com
GPS: 37.58026, 126.98187

เรื่องและภาพ : ToobPro DPlus Guide Team

เที่ยวโซล มุมถ่ายรูปสุดเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้

เที่ยวโซล สารพัดมุมถ่ายรูปเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้
เที่ยวโซล สารพัดมุมถ่ายรูปเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวเกาหลี เที่ยวโซล ย่านซอแดมุน เป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของเกาหลี อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ผู้มาเที่ยวเกาหลีนิยมมาเก็บภาพกัน

นอกจากมหาวิทยาลัยอีฮวาจะเป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นจุดหมายที่เราจะขอแนะนำแก่เพื่อนๆ ที่รักการถ่ายรูปที่ไปเที่ยวเกาหลีให้ได้ไปยลกันสักครั้ง เพราะเป็นสถานที่ยอดนิยมของการมาเที่ยวเกาหลีและเที่ยวโซลเลย ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายรูปธรรมชาติ ก็นิยมมาถ่ายบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีและต้นไม้ร่มเย็นภายในมหาวิทยาลัย หรือจะสายถ่ายรูปเก๋ๆ ชิคๆ ก็นิยมมาโพสท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่แลนด์มาร์กกำแพงกระจกของมหาวิทยาลัย หรือคนรักการถ่ายรูปสถาปัตยกรรม ถ้ามาเที่ยวเกาหลีทั้งทีก็ไม่ควรพลาดจุดหมายนี้เช่นกันค่ะ

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)  คนเกาหลีทั่วไปนิยมเรียกมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาว่า “อีแด” มาจาก อีฮวา คือชื่อมหาวิทยาลัย และแดฮักคโย (대학 교) ที่แปลว่า มหาวิทยาลัยนั่นเองค่ะ

มหาวิทยาลัยนี้เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ อาคาร Ewha Campus Center (ECC) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยสร้างอาคารเรียนผ่านเนินเขาแล้วกรุด้วยกระจกทั้ง 2 ด้าน ด้านในจะเป็นห้องเรียน ห้องอาหาร คาเฟ่ ห้องสมุด ฯลฯ บริเวณทางเดินด้านนอกก็เป็นจุดพักผ่อน นั่งชิล และทบทวนบทเรียน เมื่อรวมกับทัศนียภาพที่สวยงาม จึงทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตตลอดกาล

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล มุมถ่ายรูปสุดเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้เที่ยวโซล มุมถ่ายรูปสุดเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้

 

และหากใครมาถ่ายรูปมหาวิทยาลัยอีฮวาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ก็ได้บรรยากาศที่สวยไปอีกแบบนะคะ

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล แวะถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University)

เที่ยวโซล มุมถ่ายรูปเก๋ไก๋ที่มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) เกาหลีใต้
เวลาเปิด-ปิด: 10:00-17:00 น. (ปิดเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์)
การเดินทาง: (1) รถไฟใต้ดิน Line 2 สถานี Ewha Woman’s University ทางออก 2,3 (2) รถไฟใต้ดิน Gyeongui-Jungang สถานี Sinchon ทางออก 2
เว็บไซต์:  www.ewha.ac.kr
GPS: 37.56185, 126.94682

บทความที่เกี่ยวข้อง : Ewha Shopping Street ถนนอีฮวา แหล่งช้อปปิ้งสินค้าวัยรุ่นราคาถูก ที่โซล เกาหลี

ที่มาและภาพประกอบ : let’s walk Seoul สองขาพาเดินเที่ยวโซล